การพัฒนาทักษะด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคำเหมือดแก้วบำเพ็ญวิทยา โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบบัตรคำ
คำสำคัญ:
การอ่านสะกดคำ, พัฒนาทักษะการอ่าน, บัตรคำบทคัดย่อ
การวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ บัตรคำ 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบ บัตรคำ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนคำเหมือดแก้วบำเพ็ญวิทยา ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตัวแปรตาม ได้แก่ คือ ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ
ผลวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ พบว่า ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนผ่านเกณฑ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 86.54 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2566). แนวทางการจัดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 1). โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2561). “ปัญหาการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร” ในเอกสารประกอบการสัมมนาภาษาและการสื่อสาร ฉบับที่ 5 หน้า5. กรุงเทพฯ: 2-3, พฤศจิกายน.
ณัฐณิชา บุญสม. (2546). การสอนอ่านตามแนวอรรถฐานและผลต่อโครงสร้างการเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 21). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิภาพร นุเสน. (2545). การอ่าน: เอกสารประกอบการสอน. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏลำปาง.
บุญรอด โชติวชิรา. (2547). ผลการใช้กิจกรรมการอ่านอย่างกว้างขวางที่มีต่อความสามารถในการเขียนภาษาไทยและเจคติต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
วรรณี โสมประยูร. (2553). เทคนิคการสอน การสอนภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 1). บริษัทสำนักพิมพ์ดอกหญ้าวิชาการ.
สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2550). วิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
Lewis, M. (2010). The Lexical Approach: The State of ELT and a Way Forward.
Piaget, J. (1962). Play, dreams and imitation in childhood. Norton.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
Authors who publish with Journal of TCI agree to the following terms:
- Authors retain copyright and grant the journal right of first publication with the work simultaneously licensed under a Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) that allows others to share the work with an acknowledgment of the work's authorship and initial publication in this journal.
- Authors are able to enter into separate, additional contractual arrangements for the non-exclusive distribution of the journal's published version of the work (e.g., post it to an institutional repository or publish it in a book), with an acknowledgment of its initial publication in this journal.
- Authors are permitted and encouraged to post their work online (e.g., in institutional repositories or on their website) prior to and during the submission process, as it can lead to productive exchanges, as well as earlier and greater citation of published work.