https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/issue/feed วารสารสินธุ์โสธร 2026-09-26T20:55:14+07:00 Phramaha Pongtaratid Kongseang. Dr pago.pttd@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสินธุ์โสธร<br />Journal of Sinsothon<br />ISSN .................... (Print)<br />ISSN .................... (Online)</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ</strong><br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม)<br />- ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน)<br />- ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน)<br />- ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ดังนี้</strong></p> <p>-พระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์</p> <p>-ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</p> <p>-สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์</p> <p>-การบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท</strong> </p> <p>-บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p>-บทความปริทัศน์ และ บทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p>รับตีพิมพ์บทความ ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> -บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน</p> <p> -บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์</p> <p> -รูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</p> <p> -บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <ol> <li class="show">ผลงานที่ส่งต้องไม่เคยตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ส่งบทความ</li> <li class="show">ต้นฉบับที่ส่งตีพิมพ์จะต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น</li> <li class="show">ต้นฉบับจะต้องผ่านการคัดกรองโดยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการอนุมัติจากคณะบรรณาธิการ</li> <li class="show">กรณีเป็นบทความแปล จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยขออนุญาตให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมสากล</li> <li class="show">ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ และตารางที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ความเห็นและความรับผิดชอบของบรรณาธิการวารสาร </li> <li class="show">ผลงานตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</li> </ol> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารสินธุ์โสธร ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p> https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4014 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย 2026-09-24T13:27:13+07:00 กัญญาณัฐ สิมสวัสดิ์ kunya15bpv@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย 3) ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย และ 4) ประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนโรงเรียนอนุบาลเลย จำนวน 61 คน จากวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และสถิติอ้างอิง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะครูใน</p> <p>การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนอนุบาลเลย คือ ครูโรงเรียนอนุบาลเลยมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และมีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.28 ซึ่งเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า สมรรถนะย่อยที่สะท้อนถึงการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง (Active Learning) จะเป็นประเด็นที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดเป็นลำดับแรกในทุก ๆ ด้าน 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลยที่สร้างและพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1. หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ ของรูปแบบ 3. ปัจจัยนำเข้า 4. กระบวนการ 5. ผลผลิต 6. ผลลัพธ์ 7. ข้อมูลป้อนกลับ 8. เงื่อนไขความสำเร็จ 9. การวัดและประเมินผล 3) หลังการทดลองใช้รูปแบบฯ ครูมีทักษะด้านการออกแบบและวางแผน การจัดการเรียนรู้ และเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงขึ้น รวมถึงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นกว่าปีการศึกษาก่อนหน้าการใช้รูปแบบฯ และผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลยอยู่ในระดับ "มากที่สุด" โดยด้านความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจากการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนา ประเด็นเกี่ยวกับระยะเวลาและขั้นตอนที่มีความเหมาะสมกับภาระงานของครู มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด เนื่องจากครูต้องปรับตัวแบ่งเวลามาร่วมกิจกรรม PLC เพิ่มขึ้น</p> 2026-09-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3634 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการส่งออกข้าวในเวียดนาม 2026-09-24T13:16:22+07:00 สุธากร น้อยโนนงิ้ว sutakorn2110@gmail.com พระครูประยุตสารธรรม (วรชัด ทะสา) sutakorn2110@gmail.com อาทิตย์ ผ่านพูล sutakorn2110@gmail.com ณฐอร เจือจันทร์ sutakorn2110@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการส่งออกข้าวในเวียดนาม โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และรายงานด้านเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า ความสำเร็จของการส่งออกข้าวของเวียดนามเกิดจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการขยายตลาดการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เวียดนามยังสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกผ่านนโยบายพัฒนาเกษตรสมัยใหม่และข้อตกลงการค้าเสรี ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพสินค้า และการแข่งขันในตลาดโลกที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-09-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4043 การประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ การบริหารเทศบาลตำบลปากปวน 2026-09-26T20:47:31+07:00 รัฐกิจ ปิ่นคำ rattakit0609@gmail.com ภัทรพล เสริมทรง rattakit0609@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารเทศบาลตำบลปากปวน โดยมุ่งสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ร่วมกับแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารเทศบาลและบริบทการบริหารงานของเทศบาลตำบลปากปวน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จากการสังเคราะห์พบว่า หลักพรหมวิหาร 4 สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเมตตาช่วยส่งเสริมความปรารถนาดีและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรและประชาชน กรุณาส่งเสริมการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน มุทิตาส่งเสริมการยอมรับและสนับสนุนความสำเร็จของบุคลากรและประชาชน และอุเบกขาช่วยให้การบริหารและการตัดสินใจเป็นไปด้วยความเป็นธรรม ไม่ลำเอียง และอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและปัญญา ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้สามารถสังเคราะห์เป็นกรอบการบริหารเทศบาลตำบลปากปวนอย่างมีประสิทธิภาพ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม (2) การบริหารบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (4) การมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่าย (5) การบริการสาธารณะที่ตอบสนองประชาชน และ (6) ธรรมาภิบาลและการประเมินผล ดังนั้น การประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 ควรดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการที่เป็นระบบ การมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาบุคลากร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การบริหารเทศบาลสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม</p> 2026-09-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3682 จากห้องเรียนสู่พื้นที่พลเมือง : ผ่านการขับเคลื่อนวิถีประชาธิปไตยของสภานักเรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล 2026-09-24T13:20:45+07:00 วชิราวุฒิ หล้าโพนทัน wachiravut12345@gmail.com พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์ wachiravut12345@gmail.com ไพบูลย์ บุญเบ้า wachiravut12345@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์วัตถุประสงค์ศึกษาบทบาทและกระบวนการขับเคลื่อนวิถีประชาธิปไตยของสภานักเรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล ที่มุ่งอธิบาย ยกระดับ และวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านบทบาทของเยาวชนจากผู้เรียนในห้องเรียนปกติ สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมผ่านกลไกสภานักเรียนในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจว่ากิจกรรมสภานักเรียนจะสามารถแปรเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นเพียงกิจกรรมนอกหลักสูตรตามโครงสร้างราชการ ให้กลายมาเป็น “พื้นที่พลเมือง” ที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายและเท่าเทียมได้อย่างไร ท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ชุมชน และทรัพยากรของสถานศึกษาขนาดเล็กในระดับท้องถิ่น การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการอธิบายเชิงลึกถึงกระบวนการหล่อหลอมและปลูกฝังวิถีประชาธิปไตยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเลือกตั้งหรือการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิหน้าที่ตามตำราเรียน แต่เป็นการศึกษาวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันของนักเรียนผ่านการทำงานร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การจัดสรรผลประโยชน์ส่วนรวม และการต่อรองเชิงอำนาจภายในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมุ่งอธิบายถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างสภานักเรียนกับชุมชนระดับตำบล ซึ่งถือเป็นระบบนิเวศสำคัญที่ช่วยขยายพรมแดนการเรียนรู้ของเด็กให้เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมในมิติต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมวิเคราะห์ถึงปัจจัยเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรมอำนาจนิยม เงื่อนไขทางงบครอง และภาระงานของบุคลากรที่เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำคัญในการขัดเกลาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองตื่นรู้ </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4027 บทบาทสถาบันสงฆ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน 2026-09-24T13:38:52+07:00 วงศกร หารมา wongsakon067@gmail.com พระขวัญแก้ว กิตฺติโสภโณ wongsakon067@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสถาบันสงฆ์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน และสังเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมของสถาบันสงฆ์ภายใต้บริบทสังคมประชาธิปไตย โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร แนวคิดทางวิชาการ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีความหมายกว้างกว่าการออกเสียงเลือกตั้ง โดยครอบคลุมถึงการติดตามข่าวสารทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น การเสนอปัญหาและความต้องการต่อภาครัฐ การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ตลอดจนการตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง ขณะที่สถาบันสงฆ์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชน จึงสามารถมีบทบาทสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมืองโดยตรง ผลการศึกษายังพบว่า สถาบันสงฆ์สามารถส่งเสริมจิตสำนึกพลเมือง คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเคารพสิทธิและความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมถึงสร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การสนทนา และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น บทบาทที่เหมาะสมของสถาบันสงฆ์คือการเป็นกลไกในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ โดยคงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองด้วยข้อมูล เหตุผล และความเป็นอิสระ</p> <p> </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร