https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/issue/feed
วารสารสินธุ์โสธร
2026-03-28T13:15:30+07:00
Phramaha Pongtaratid Kongseang. Dr
pago.pttd@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสินธุ์โสธร<br />Journal of Sinsothon<br />ISSN .................... (Print)<br />ISSN .................... (Online)</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ</strong><br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม)<br />- ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน)<br />- ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน)<br />- ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ดังนี้</strong></p> <p>-พระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์</p> <p>-ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</p> <p>-สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์</p> <p>-การบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท</strong> </p> <p>-บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p>-บทความปริทัศน์ และ บทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p>รับตีพิมพ์บทความ ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> -บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน</p> <p> -บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์</p> <p> -รูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</p> <p> -บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <ol> <li class="show">ผลงานที่ส่งต้องไม่เคยตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ส่งบทความ</li> <li class="show">ต้นฉบับที่ส่งตีพิมพ์จะต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น</li> <li class="show">ต้นฉบับจะต้องผ่านการคัดกรองโดยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการอนุมัติจากคณะบรรณาธิการ</li> <li class="show">กรณีเป็นบทความแปล จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยขออนุญาตให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมสากล</li> <li class="show">ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ และตารางที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ความเห็นและความรับผิดชอบของบรรณาธิการวารสาร </li> <li class="show">ผลงานตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</li> </ol> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารสินธุ์โสธร ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p>
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2943
การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R
2026-03-22T21:42:26+07:00
การ์นนท์ เมืองจำนงค์
niwyeiyr981@gmail.com
บัญชา ธรรมบุตร
niwyeiyr981@gmail.com
<p>การวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนนาหนังพัฒนศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ตัวแปรตาม ได้แก่ คือ ทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R พบว่า ทักษะการอ่านของนักเรียนผ่านเกณฑ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 80.40 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ระดับมาก</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2966
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL)
2026-03-22T21:45:40+07:00
ธนภรณ์ ด้วงวิเศษ
dongwisett@gmail.com
บัญชา ธรรมบุตร
dongwisett@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการสร้างคำในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA MODEL) มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักภาษา เรื่องหลักการสร้างคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนนาอ้อวิทยา ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ (CIPPA MODEL) ตัวแปรตาม ได้แก่ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักภาษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักภาษา เรื่องหลักการสร้างคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนผ่านเกณฑ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 82.00 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักภาษา เรื่องหลักการสร้างคำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานระดับมากที่สุด</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2972
การพัฒนาทักษะด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคำเหมือดแก้วบำเพ็ญวิทยา โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบบัตรคำ
2026-03-22T21:53:57+07:00
เฟื่องฟ้า ภูสมจิตร
fphusmcitr@gmail.com
บัญชา ธรรมบุตร
fphusmcitr@gmail.com
<p>การวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ บัตรคำ 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบ บัตรคำ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนคำเหมือดแก้วบำเพ็ญวิทยา ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตัวแปรตาม ได้แก่ คือ ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ พบว่า ทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนผ่านเกณฑ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 86.54 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ได้จากการประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ บัตรคำ ระดับมาก</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2878
สื่อเปลี่ยน แพลตฟอร์มเปลี่ยน จริยธรรมคงเดิม : วิกฤตมาตรฐานข่าวและความต้องการของคนไทย
2026-03-24T10:43:15+07:00
อภิสิทธิ์ กาฬภักดี
aphisitkanphakdi@gmail.com
พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม)
aphisitkanphakdi@gmail.com
พระมหาศุภชัย สุภกิจฺโจ (บุตระเกษ)
aphisitkanphakdi@gmail.com
อภิชิต เหมือยไธสง
aphisitkanphakdi@gmail.com
พระครูวินัยธรวุฒิไกร มาลัยขวัญ
aphisitkanphakdi@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสื่อมวลชนในยุคดิจิทัลส่งผลให้โครงสร้าง การผลิตและการบริโภคข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากสื่อดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารได้ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความท้าทายด้านจริยธรรมสื่อและมาตรฐานวิชาชีพข่าว โดยเฉพาะประเด็นข่าวลวง ข่าวคลิกเบต ความเร่งรีบในการนำเสนอข้อมูล และการลดทอนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการวิเคราะห์วิกฤตมาตรฐานข่าวในบริบทสังคมไทย ภายใต้แรงกดดันของแพลตฟอร์มดิจิทัลและความต้องการของผู้บริโภคข่าวที่เปลี่ยนแปลงไป ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแม้รูปแบบสื่อและแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนแปลง แต่หลักจริยธรรมสื่อยังคงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน การปรับตัวขององค์กรข่าว นักข่าว และผู้บริโภคสื่อจึงควรมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วของข่าวสารกับความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และจริยธรรม เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพและยั่งยืนในสังคมไทย</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2902
ยุทธศาสตร์การพัฒนาพุทธนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของสังคมไทยในศตวรรษที่ 21
2026-03-22T21:30:13+07:00
พระฤทธิรงค์ ขนฺติธมฺโม (บุญแสน)
littirong2010@gmail.com
พระครูประยุตสารธรรม
littirong2010@gmail.com
อาทิตย์ ผ่านพูล
littirong2010@gmail.com
ณฐอร เจือจันทร์
littirong2010@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาพุทธนวัตกรรมสำหรับการสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นกระบวนการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์การบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองต่อพลวัตความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน เนื้อหาครอบคลุมแนวทางการขับเคลื่อนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติด้านการศึกษา ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเน้นวิชาการสู่การสร้าง "มนุษย์ที่สมบูรณ์" โดยใช้กระบวนการสอนแนวพุทธผสานกับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาปัญญาและจิตใจ 2) มิติด้านเศรษฐกิจ ที่เน้นการแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการบริหารธุรกิจตามแนวทาง ESG และอุตสาหกรรม 5.0 เพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม และ 3) มิติด้านสังคมและธรรมาภิบาล ที่นำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บทสรุปของบทความเสนอว่า พุทธนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางวัตถุและความผาสุกทางจิตใจ อันจะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและการสร้างสังคมแห่งปัญญาที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2909
บทบาทของพระสังฆธิการในบริบทสังคมร่วมสมัยกับประสิทธิภาพการคุ้มครองคณะสงฆ์ไทย
2026-03-22T21:37:15+07:00
พระภูมินทร์ ญาณวีโร (ดอนแก้วญวน)
johnnie2545@gmail.com
พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม)
johnnie2545@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพระสังฆาธิการในบริบทสังคมร่วมสมัย และความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการคุ้มครองคณะสงฆ์ไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์และภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ กฎหมายคณะสงฆ์ และแนวคิดด้านการบริหารจัดการองค์กร ผลการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันพระสงฆ์มีสถานะทางกฎหมายแบบ "อัตลักษณ์คู่" คือเป็นทั้งสมณะผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้น พระสังฆาธิการยุคใหม่จำเป็นต้องปรับบทบาทจากการปกครองเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่ "การบริหารเชิงรุก" โดยบูรณาการหลักพุทธศาสตร์ นิติศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกัน เน้นการบริหารงาน 6 ด้านด้วยหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ด้วยบิ๊กดาต้า เพื่อสร้างเกราะป้องกันวิกฤตศรัทธาและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางสังคมผ่านงานสาธารณสงเคราะห์เชิงรุก อันจะนำไปสู่การคุ้มครองคณะสงฆ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
2026-03-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3140
แนวคิดของคนรุ่นใหม่กับการกำหนดวาทกรรมทางการเมืองในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
2026-03-28T13:15:30+07:00
พระวิชรญาณ วิสุทธิญาโณ (โม้แหยม)
paiwicharayan@gmail.com
พระมหาวิรุธ วิโรจโน
paiwicharayan@gmail.com
นัยน์ปพร สุภา
paiwicharayan@gmail.com
อภิชิต เหมือยไธสง
paiwicharayan@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการกำหนดและประกอบสร้างวาทกรรมทางการเมืองในสังคมไทยร่วมสมัย ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางการเมืองและทฤษฎีวาทกรรม โดยมุ่งเน้นพลวัตของการใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางอุดมการณ์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ได้ผันตัวเป็นผู้ผลิตวาทกรรมตอบโต้ (Counter-discourse) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามและรื้อถอนความหมายเดิมของอำนาจรัฐที่แฝงอยู่ในระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม ตลอดจนสร้างนิยามใหม่ของมโนทัศน์ “ความเป็นชาติ” และ “ประชาธิปไตย” ที่ยึดโยงกับความหลากหลายและกระแสโลกาภิวัตน์ บทความนี้เสนอว่า การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญในการถอดรหัสทิศทางการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผูกขาดอำนาจเชิงสถาบันดั้งเดิมไปสู่พื้นที่ทางการเมืองแบบเครือข่ายดิจิทัล</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/2969
คุณธรรมจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจสำหรับผู้นำในยุค VUCA World
2026-03-22T21:50:17+07:00
พระมหาชาญวิทย์ อธิปญฺโญ (ธิถา)
Chanwitthitha9@gmail.com
พระปลัดก่อกิดากร ธีรปญฺโญ
Chanwitthitha9@gmail.com
อาทิตย์ ผ่านพูล
Chanwitthitha9@gmail.com
ณฐอร เจือจันทร์
Chanwitthitha9@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารรัฐกิจสำหรับผู้นำในยุค VUCA World ซึ่งเป็นยุคที่มีความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือสูง การศึกษาครั้งนี้ได้ทบทวนวรรณกรรมและแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมทั้งในโลกตะวัน ตกและในบริบทของประเทศไทยรวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณธรรมจริยธรรมกับการบริหารรัฐกิจในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลการศึกษาพบว่า คุณธรรมจริยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของระบบราชการ โดยเฉพาะในยุค VUCA World ที่ผู้นำต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก คุณธรรมจริยธรรมทำหน้าที่เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายสาธารณะ ผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมจะสามารถนำพาองค์กรผ่านวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนให้กับสังคม และรักษาคุณค่าทางจริยธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร