https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/issue/feed วารสารสินธุ์โสธร 2026-06-29T21:58:10+07:00 Phramaha Pongtaratid Kongseang. Dr pago.pttd@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสินธุ์โสธร<br />Journal of Sinsothon<br />ISSN .................... (Print)<br />ISSN .................... (Online)</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ</strong><br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม)<br />- ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน)<br />- ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน)<br />- ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ดังนี้</strong></p> <p>-พระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์</p> <p>-ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</p> <p>-สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์</p> <p>-การบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท</strong> </p> <p>-บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p>-บทความปริทัศน์ และ บทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p>รับตีพิมพ์บทความ ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> -บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน</p> <p> -บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์</p> <p> -รูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</p> <p> -บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <ol> <li class="show">ผลงานที่ส่งต้องไม่เคยตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ส่งบทความ</li> <li class="show">ต้นฉบับที่ส่งตีพิมพ์จะต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น</li> <li class="show">ต้นฉบับจะต้องผ่านการคัดกรองโดยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการอนุมัติจากคณะบรรณาธิการ</li> <li class="show">กรณีเป็นบทความแปล จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยขออนุญาตให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมสากล</li> <li class="show">ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ และตารางที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ความเห็นและความรับผิดชอบของบรรณาธิการวารสาร </li> <li class="show">ผลงานตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</li> </ol> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารสินธุ์โสธร ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p> https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3225 โรงเรียน อุดมการณ์รัฐ และความเหลื่อมล้ำ: มุมมองเชิงวิพากษ์ ต่อการบริหารการศึกษา 2026-06-27T20:47:55+07:00 อภิสิทธิ์ กาฬภักดี aphisitkanphakdi@gmail.com พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม) aphisitkanphakdi@gmail.com พระอนุสรณ์ วชิรวํโส (เกาะน้ำใส) aphisitkanphakdi@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์โรงเรียน อุดมการณ์รัฐ และความเหลื่อมล้ำ: มุมมองเชิงวิพากษ์ต่อการบริหารการศึกษา โดยการวิเคราะห์บทบาทของระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ภายใต้บริบทของอุดมการณ์รัฐ โครงสร้างอำนาจ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยชี้ให้เห็นว่าการศึกษามิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลิตซ้ำอุดมการณ์และโครงสร้างชนชั้นผ่านหลักสูตร การบริหารสถานศึกษา และกระบวนการเรียนรู้ การศึกษายุคใหม่เน้นการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงดำรงอยู่จากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความยากจน การกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม และนโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เรียนจากกลุ่มเปราะบางเสียเปรียบอย่างเป็นระบบ ในเชิงการบริหาร โรงเรียนทำหน้าที่เป็นพื้นที่ถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐผ่าน “หลักสูตรแฝง” และการให้คุณค่ากับทุนทางวัฒนธรรมของชนชั้นนำ ขณะที่กระบวนการออกแบบหลักสูตรยังมีบทบาทในการกำหนดอัตลักษณ์ของพลเมือง ทั้งในระดับชาติและระดับโลก อย่างไรก็ตามโรงเรียนมิได้เป็นเพียงพื้นที่ของการครอบงำ หากยังเป็นพื้นที่ของการต่อรองทางอุดมการณ์ ที่ครูและผู้บริหารสามารถใช้แนวคิดเชิงวิพากษ์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงจำเป็นต้องตระหนักถึงมิติทางอำนาจ อุดมการณ์ และโครงสร้างทางสังคม ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3209 ผลกระทบของนโยบายประชานิยมต่อการบริหารทรัพยากร ทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน: การวิเคราะห์เชิงสถาบันในมิติรัฐศาสตร์ 2026-06-27T20:43:12+07:00 พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม) wicharayan.moy@student.mbu.ac.th พระอนุสรณ์ วชิรวํโส (เกาะน้ำใส) wicharayan.moy@student.mbu.ac.th อภิสิทธิ์ กาฬภักดี wicharayan.moy@student.mbu.ac.th นิกร พลธรรม wicharayan.moy@student.mbu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายประชานิยมต่อการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงสถาบันและแนวคิดรัฐศาสนศาสตร์เป็นฐานในการอธิบาย พบว่า นโยบายประชานิยมมีบทบาทเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองและกลไกเชิงนโยบายที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในระยะสั้น โดยเฉพาะการตอบสนองความต้องการของประชาชนและการลดความเหลื่อมล้ำบางมิติ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวกลับก่อให้เกิดผลกระทบเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร การแทรกแซงการบริหารสถานศึกษา และการลดทอนความเป็นอิสระของสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ ยังพบว่านโยบายแบบเหมารวมและการรวมศูนย์อำนาจนำไปสู่การผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับบริบทเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพและไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง บทความเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงสถาบัน” ผ่านการกระจายอำนาจ การเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับความยั่งยืนและความเป็นธรรมของระบบการศึกษาในระยะยาว</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3142 มหาอำนาจเชิงปัญญา: ปัญญาประดิษฐ์กับการสร้างประสิทธิผล การปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายอย่างยั่งยืน 2026-06-27T20:34:38+07:00 ภูมินทร์ ดอนแก้วญวน johnnie2545@gmail.com พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม) johnnie2545@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาบทบาทของพระสังฆธิการยุคใหม่ในการสร้างประสิทธิผลการคุ้มครองคณะสงฆ์ไทย ท่ามกลางบริบทสังคมร่วมสมัยที่มีความผันผวนทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์แนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่ ผลการศึกษาพบว่า พระสังฆธิการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การปกครองจาก “อำนาจเชิงโครงสร้าง” (Hard Power) ไปสู่การสร้าง “มหาอำนาจเชิงปัญญา” (Intellectual Superpower) ผ่านการประยุกต์ใช้ “พลังอ่อนโยน” (Soft Power) และ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) มาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาภาวะผู้นำแบบคล่องตัว (Agile Leadership) ที่ผสมผสานความฉลาดทางอารมณ์เข้ากับเทคโนโลยีเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ พร้อมทั้งส่งเสริมการสื่อสารเชิงรุกผ่านโมเดลวัฒนธรรม 5F และการยึดมั่นในจริยธรรมดิจิทัล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยั่งยืนให้กับคณะสงฆ์ไทยในศตวรรษที่ 21</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3208 การบริหารจัดการการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ท่ามกลางความขัดแย้ง ทางการเมืองและอุดมการณ์รัฐ บทบาทและข้อท้าทายของผู้บริหารสถานศึกษา 2026-06-27T20:40:25+07:00 พระอนุสรณ์ วชิรวํโส (เกาะน้ำใส) wicharayan.moy@student.mbu.ac.th พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม) wicharayan.moy@student.mbu.ac.th อภิสิทธิ์ กาฬภักดี wicharayan.moy@student.mbu.ac.th นิกร พลธรรม wicharayan.moy@student.mbu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีมุ่งศึกษาวิเคราะห์เชิงวิพากษ์บทบาทและข้อท้าทายของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารจัดการการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ภายใต้บริบทความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์รัฐ โดยบูรณาการกรอบแนวคิดกลไกอุดมการณ์ของรัฐและแนวคิดพื้นที่สาธารณะมาใช้ในการอธิบายพลวัตของอำนาจในระบบการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า สถานศึกษาได้แปรสภาพจากพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ไปสู่พื้นที่การต่อรองทางอุดมการณ์ระหว่างความเป็นพลเมืองแบบเชื่อฟังและความเป็นพลเมืองเชิงวิพากษ์ ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการสร้างสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามนโยบายรัฐกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้เรียน บทความเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบโมเดลภาวะผู้นำการศึกษาเชิงเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างพลเมืองท่ามกลางความขัดแย้ง ซึ่งเน้นการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงประชาธิปไตย โดยผู้บริหารต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำเชิงวิพากษ์และผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่สาธารณะในสถานศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ข้อค้นพบสำคัญ ชี้ว่าการสร้างความเป็นพลเมืองในยุคความขัดแย้งจำเป็นต้องมองความขัดแย้งเป็นทรัพยากรทางการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างสันติ และปรับบทบาทผู้บริหารไปสู่ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม-การเมือง อันจะนำไปสู่การพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพและการเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3472 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักการเมืองท้องถิ่นในยุค Digital disruption 2026-06-29T21:58:10+07:00 พระครูวินัยธรวุฒิไกร อภิรกฺโข mmike2557@gmail.com พระสุธีวชิรธรรม, ผศ.ดร. mmike2557@gmail.com พระมหาสรายุทธ กลฺยาณเมธี (แก้วม่วง) mmike2557@gmail.com จารุวรรณ จันทรภักดี mmike2557@gmail.com พระวิชรญาณ วิสุทฺธิญาโณ (โม้แหยม) mmike2557@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์บทบาทความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของนักการเมืองท้องถิ่น ท่ามกลางความท้าทายในยุคความพลิกผันทางเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐ การศึกษาพบว่า กระบวนทัศน์การบริหารแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ผู้นำท้องถิ่นยุคใหม่จึงต้องปรับตัวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความกล้าทดลองสิ่งใหม่ บทความได้นำเสนอกรอบการขับเคลื่อนผ่าน 5 มิติหลัก ประกอบด้วย การมีวิสัยทัศน์เชิงดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล การส่งเสริมการสื่อสารดิจิทัล การส่งเสริมการเรียนรู้ดิจิทัล และการพัฒนาท้องถิ่นด้วยดิจิทัล นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ขอนแก่น ภูเก็ต และยะลา แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกลุ่มทุนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ผลจากการศึกษาได้นำไปสู่การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่เป็นตัวแบบผู้นำท้องถิ่นเชิงนวัตกรรม ที่เน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้เป็นกลไกหลักในการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความยั่งยืนให้กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร