วารสารสินธุ์โสธร
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS
<p>วารสารสินธุ์โสธร<br />Journal of Sinsothon<br />ISSN .................... (Print)<br />ISSN .................... (Online)</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ คือ</strong><br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม)<br />- ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน)<br />- ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน)<br />- ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ดังนี้</strong></p> <p>-พระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์</p> <p>-ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</p> <p>-สหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์</p> <p>-การบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ประเภทของบทความ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท</strong> </p> <p>-บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p>-บทความปริทัศน์ และ บทความวิจารณ์หนังสือ</p> <p>รับตีพิมพ์บทความ ทั้งบทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> -บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน</p> <p> -บทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์</p> <p> -รูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</p> <p> -บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <ol> <li class="show">ผลงานที่ส่งต้องไม่เคยตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ส่งบทความ</li> <li class="show">ต้นฉบับที่ส่งตีพิมพ์จะต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น</li> <li class="show">ต้นฉบับจะต้องผ่านการคัดกรองโดยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการอนุมัติจากคณะบรรณาธิการ</li> <li class="show">กรณีเป็นบทความแปล จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยขออนุญาตให้เป็นไปตามหลักจริยธรรมสากล</li> <li class="show">ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ และตารางที่ตีพิมพ์ในวารสาร เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ความเห็นและความรับผิดชอบของบรรณาธิการวารสาร </li> <li class="show">ผลงานตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</li> </ol> <p><strong>ทั้งนี้</strong> วารสารสินธุ์โสธร ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p>
พระณัฐวุฒิ พันทะลี
th-TH
วารสารสินธุ์โสธร
<p>Authors who publish with Journal of TCI agree to the following terms:</p> <p>- Authors retain copyright and grant the journal right of first publication with the work simultaneously licensed under a <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/">Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</a> that allows others to share the work with an acknowledgment of the work's authorship and initial publication in this journal.</p> <p>- Authors are able to enter into separate, additional contractual arrangements for the non-exclusive distribution of the journal's published version of the work (e.g., post it to an institutional repository or publish it in a book), with an acknowledgment of its initial publication in this journal.</p> <p>- Authors are permitted and encouraged to post their work online (e.g., in institutional repositories or on their website) prior to and during the submission process, as it can lead to productive exchanges, as well as earlier and greater citation of published work.</p>
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการส่งออกข้าวในเวียดนาม
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3634
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการส่งออกข้าวในเวียดนาม โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และรายงานด้านเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า ความสำเร็จของการส่งออกข้าวของเวียดนามเกิดจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการขยายตลาดการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เวียดนามยังสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกผ่านนโยบายพัฒนาเกษตรสมัยใหม่และข้อตกลงการค้าเสรี ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพสินค้า และการแข่งขันในตลาดโลกที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
สุธากร น้อยโนนงิ้ว
พระครูประยุตสารธรรม (วรชัด ทะสา)
อาทิตย์ ผ่านพูล
ณฐอร เจือจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-29
2026-09-29
2 3
13
22
-
การประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ การบริหารเทศบาลตำบลปากปวน
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4043
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารเทศบาลตำบลปากปวน โดยมุ่งสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ร่วมกับแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารเทศบาลและบริบทการบริหารงานของเทศบาลตำบลปากปวน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จากการสังเคราะห์พบว่า หลักพรหมวิหาร 4 สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเมตตาช่วยส่งเสริมความปรารถนาดีและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรและประชาชน กรุณาส่งเสริมการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน มุทิตาส่งเสริมการยอมรับและสนับสนุนความสำเร็จของบุคลากรและประชาชน และอุเบกขาช่วยให้การบริหารและการตัดสินใจเป็นไปด้วยความเป็นธรรม ไม่ลำเอียง และอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและปัญญา ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้สามารถสังเคราะห์เป็นกรอบการบริหารเทศบาลตำบลปากปวนอย่างมีประสิทธิภาพ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การวางแผนอย่างมีส่วนร่วม (2) การบริหารบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (4) การมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่าย (5) การบริการสาธารณะที่ตอบสนองประชาชน และ (6) ธรรมาภิบาลและการประเมินผล ดังนั้น การประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 ควรดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการที่เป็นระบบ การมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาบุคลากร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การบริหารเทศบาลสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม</p>
รัฐกิจ ปิ่นคำ
ภัทรพล เสริมทรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-29
2026-09-29
2 3
23
33
-
จากห้องเรียนสู่พื้นที่พลเมือง : ผ่านการขับเคลื่อนวิถีประชาธิปไตยของสภานักเรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/3682
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์วัตถุประสงค์ศึกษาบทบาทและกระบวนการขับเคลื่อนวิถีประชาธิปไตยของสภานักเรียนในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล ที่มุ่งอธิบาย ยกระดับ และวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านบทบาทของเยาวชนจากผู้เรียนในห้องเรียนปกติ สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมผ่านกลไกสภานักเรียนในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กระดับตำบล โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจว่ากิจกรรมสภานักเรียนจะสามารถแปรเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นเพียงกิจกรรมนอกหลักสูตรตามโครงสร้างราชการ ให้กลายมาเป็น “พื้นที่พลเมือง” ที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายและเท่าเทียมได้อย่างไร ท่ามกลางข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ชุมชน และทรัพยากรของสถานศึกษาขนาดเล็กในระดับท้องถิ่น การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการอธิบายเชิงลึกถึงกระบวนการหล่อหลอมและปลูกฝังวิถีประชาธิปไตยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเลือกตั้งหรือการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิหน้าที่ตามตำราเรียน แต่เป็นการศึกษาวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันของนักเรียนผ่านการทำงานร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การจัดสรรผลประโยชน์ส่วนรวม และการต่อรองเชิงอำนาจภายในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมุ่งอธิบายถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างสภานักเรียนกับชุมชนระดับตำบล ซึ่งถือเป็นระบบนิเวศสำคัญที่ช่วยขยายพรมแดนการเรียนรู้ของเด็กให้เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมในมิติต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมวิเคราะห์ถึงปัจจัยเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรมอำนาจนิยม เงื่อนไขทางงบครอง และภาระงานของบุคลากรที่เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำคัญในการขัดเกลาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองตื่นรู้ </p>
วชิราวุฒิ หล้าโพนทัน
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
ไพบูลย์ บุญเบ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
34
43
-
บทบาทสถาบันสงฆ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4027
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสถาบันสงฆ์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน และสังเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมของสถาบันสงฆ์ภายใต้บริบทสังคมประชาธิปไตย โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร แนวคิดทางวิชาการ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีความหมายกว้างกว่าการออกเสียงเลือกตั้ง โดยครอบคลุมถึงการติดตามข่าวสารทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น การเสนอปัญหาและความต้องการต่อภาครัฐ การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ตลอดจนการตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง ขณะที่สถาบันสงฆ์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชน จึงสามารถมีบทบาทสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมืองโดยตรง ผลการศึกษายังพบว่า สถาบันสงฆ์สามารถส่งเสริมจิตสำนึกพลเมือง คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเคารพสิทธิและความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมถึงสร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การสนทนา และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น บทบาทที่เหมาะสมของสถาบันสงฆ์คือการเป็นกลไกในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ โดยคงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองด้วยข้อมูล เหตุผล และความเป็นอิสระ</p> <p> </p>
วงศกร หารมา
พระขวัญแก้ว กิตฺติโสภโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-30
2026-09-30
2 3
44
58
-
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOS/article/view/4014
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย 3) ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย และ 4) ประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลย กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนโรงเรียนอนุบาลเลย จำนวน 61 คน จากวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และสถิติอ้างอิง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะครูใน</p> <p>การจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนอนุบาลเลย คือ ครูโรงเรียนอนุบาลเลยมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และมีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.28 ซึ่งเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า สมรรถนะย่อยที่สะท้อนถึงการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง (Active Learning) จะเป็นประเด็นที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดเป็นลำดับแรกในทุก ๆ ด้าน 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลยที่สร้างและพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1. หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ ของรูปแบบ 3. ปัจจัยนำเข้า 4. กระบวนการ 5. ผลผลิต 6. ผลลัพธ์ 7. ข้อมูลป้อนกลับ 8. เงื่อนไขความสำเร็จ 9. การวัดและประเมินผล 3) หลังการทดลองใช้รูปแบบฯ ครูมีทักษะด้านการออกแบบและวางแผน การจัดการเรียนรู้ และเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงขึ้น รวมถึงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นกว่าปีการศึกษาก่อนหน้าการใช้รูปแบบฯ และผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย PLC-5S Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเลยอยู่ในระดับ "มากที่สุด" โดยด้านความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจากการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจต่อกระบวนการพัฒนา ประเด็นเกี่ยวกับระยะเวลาและขั้นตอนที่มีความเหมาะสมกับภาระงานของครู มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด เนื่องจากครูต้องปรับตัวแบ่งเวลามาร่วมกิจกรรม PLC เพิ่มขึ้น</p>
กัญญาณัฐ สิมสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสินธุ์โสธร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-29
2026-09-29
2 3
1
12