การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อความเข้าใจ (MOU) ที่มีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ:
ข้อตกลงความร่วมมือเพื่อความเข้าใจ, MOU, การวิเคราะห์แก่นสาระ, ปัจจัยความสำเร็จ, ความร่วมมือทางวิชาการบทคัดย่อ
การศึกษา เรื่อง การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อความเข้าใจ (MOU) ที่มีประสิทธิภาพนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดทำ MOU และ พัฒนาแนวทางในการจัดทำ MOU ให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 5 คน ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยกระบวนการวิเคราะห์แก่นสาระ 6 ขั้นตอน (Thematic Analysis) คือ 1) การทำความคุ้นเคยกับข้อมูล (Familiarization with the data) 2) การกำหนดรหัสให้กับข้อมูล (Generating initial codes) 3) การหาแก่นสาระ (Theme) 4) ขั้นตอนการตีความ (Interpret) 5) การกำหนดใจความสำคัญและตั้งชื่อแก่นสาระ (Defining and naming themes) และ 6) การเขียนรายงาน (Data Reporting) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดทำ MOU มี 6 ประการ ได้แก่ เป้าหมายขององค์กร ทรัพยากร ความร่วมมือทางวิชาการ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ความเปลี่ยนแปลง และ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ การจัดทำ MOU ระหว่างส่วนงานจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด หน่วยงานจำเป็นต้อง 1) วิเคราะห์อัตลักษณ์ขององค์กรและตั้งเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจน 2) ทบทวน MOU ที่มีอยู่ในปัจจุบันและผลักดันให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือร่วมกัน 3) จัดทำแผนการการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมกำหนดผู้บริหาร/บุคลากรผู้รับผิดชอบ 4) จัดประชุม/สัมมนาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล (Personal Connection) เป็นความสัมพันธ์ระดับองค์กร (Institutional Connection) 5) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานและการสื่อสารภายในองค์กร 6) พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานให้แก่บุคลากรในองค์กร 7) จัดทำแผนวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
ธนัญกรณ์ ทองเลิศ, และ กมลพร สอนศรี. (2562). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม. วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 10(2), 92-102.
เรวัตร ชาตรีวิศิษฎ์. (2539). การบริหารองค์กรยุคใหม่. ธรรมนิติ.
ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ. (2550). การพัฒนากลยุทธ์ความร่วมมือด้านการวิจัยทางสังคมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. http://doi.org/10.14457/CU.the.2007.409
ศิริประภา พรหมมา, และ มนตรี โสคติยานุรักษ์. (2565). ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในบริบทของความร่วมมือเพื่อผลิตและพัฒนาแรงงาน. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 7(6), 239-254.
Braun, V., & Clarke, V. (2021). Thematic analysis: A practical guide. SAGE Publications.
Callan, V., & Ashworth, P. (2004). Working together: Industry and VET provider training partnerships. National Centre for Vocational Education Research.
Carvajal, A. L. (2023). A comparative study of Commitment of Collaboration (COC) and Memorandum of Understanding (MOU) as instruments in driving successful partnerships in ASEAN member countries. International Journal of Open-Access, Interdisciplinary & New Educational Discoveries of ETCOR Educational Research Center, 2(3), 496-503.
Guo, X. (2018). Public management for educational cooperation between Thai government and People Republic of China. Journal of Rangsit Graduate Studies in Business and Social Sciences, 4(2), 283-296.
Kisner, M. J., Mazza, M. J., & Liggett, D. R. (1997). Building partnerships. In E. I. Farmer & C. B. Key (Eds.), New Directions for Community Colleges (No. 97, pp. 23–28). Jossey-Bass.
Reback, C. J., Cohen, A. J., Freese, T. E., & Shoptaw, S. (2002). Making collaboration work: Key components of practice/research partnerships. Journal of Drug Issues, 32(3), 837-848.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท.

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.


