วารสารวิชาการ ปขมท. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal <p> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) จัดทำขึ้นโดยที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อันเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันและบังเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน</p> <p> ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานวิจัยสถาบัน เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลวิจัยและค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ 3) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ปขมท. นี้ จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (Peer review) ก่อน จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ โดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน และผ่านความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการวารสาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double blind) และผู้ประเมินไม่อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียนบทความ (<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1dO_ncL-qJkkMCMQfy0OmLOEjrLcQGf36?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">CUAST Journal Template</a>) <img src="https://wjst.wu.ac.th/public/site/images/admin/newdata12.gif" alt="" /></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> <strong>1. บทความวิจัย</strong> เป็นผลงานวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานวิจัยสถาบัน เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลวิจัยและค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น อันเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันและบังเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน บทความวิจัยไม่ควรเกิน 8,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, วัตถุประสงค์การวิจัย, ระเบียบวิธีวิจัย, ผลการวิจัย, อภิปรายผล, สรุปผลการวิจัย, ข้อเสนอแนะการวิจัย, หมายเลขจริยธรรมการวิจัย IRB (ถ้ามี), กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และ บรรณานุกรม<br /><br /> <strong>2. บทความวิชาการ </strong>เป็นบทความวิชาการของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานนำเสนอการวิเคราะห์หรือการสังเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มปัจจุบันและเสนอทิศทางในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลจากการค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น รวมถึงอันเป็นแนวทางทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน บทความวิชาการไม่ควรเกิน 9,000 คำ ประกอบด้วย บทนำ, เนื้อหา, บทสรุป, ข้อเสนอแนะ, กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และ บรรณานุกรม<br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) มีกำหนดเผยแพร่ปีละ <strong>3 ฉบับ (Triannual)</strong> โดยกำหนดรอบการเผยแพร่ ดังนี้<br /> <strong>ฉบับที่ 1</strong> เดือนมกราคม-เมษายน<br /> <strong> ฉบับที่ 2</strong> เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> <strong>ฉบับที่ 3</strong> เดือนกันยายน-ธันวาคม<br /> วารสารดำเนินการเผยแพร่บทความตามกำหนดการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยบทความที่ผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการตอบรับตีพิมพ์ จะได้รับการจัดลำดับเพื่อตีพิมพ์ในฉบับที่เหมาะสมตามแผนการเผยแพร่ของวารสารต่อไป</p> <p><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยประมาณ <strong>25–30 บทความต่อฉบับ</strong> โดยจำนวนบทความอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบทความที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) และความพร้อมของกระบวนการผลิตวารสาร ทั้งนี้ วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพ มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการวิชาการและสังคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ จำนวน 1,500 บาทต่อบทความ โดยจะดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหลังจากบทความได้รับการ <strong>"ตอบรับตีพิมพ์" (Accepted Manuscript)</strong> แล้วเท่านั้น! <strong>ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569</strong> เป็นต้นไป</p> <p><strong>หัวหน้าบรรณาธิการ</strong><br /> <a href="https://biography.oas.psu.ac.th/biography_management/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">ศาสตราจารย์ ดร.ปริศวร์ ยิ้นเสน</a> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี</p> <p><strong>สำนักพิมพ์</strong><br /> <strong>ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.)</strong> เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาวิชาการ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ</p> <p><strong>หมายเหตุ </strong> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดค่าการตรวจความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม CopyCatch ผ่านเว็บไซต์ Thaijo สำหรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p> Council of University Administrative Staff of Thailand th-TH วารสารวิชาการ ปขมท. 1686-7777 การพัฒนาระบบฐานข้อมูล e-HUSOKPI คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2682 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ตัวชี้วัดตามเกณฑ์การตรวจประเมินและการเทียบเคียงสมรรถนะ และ 2) เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลสำหรับใช้เป็นแนวทางในพัฒนาระบบฐานข้อมูล e-HUSOKPI ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ตัวชี้วัดตามเกณฑ์การตรวจประเมินทั้งหมดที่คณะฯ ต้องรายงานผลการดำเนินการ และตัวชี้วัดที่หน่วยงานเทียบเคียงกำหนดขอเทียบเคียงสมรรถนะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ตัวชี้วัดตามเกณฑ์การตรวจประเมินและการเทียบเคียงสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์คำสำคัญ จำแนกตัวชี้วัด แล้วจัดหมวดหมู่ชุดข้อมูลตามภารกิจ ผลการวิจัย พบว่า มีทั้งหมด 204 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดตามเกณฑ์ EdPEx หมวด 7 ผลลัพธ์ มีตัวชี้วัดมากที่สุด คือ 80 ตัวชี้วัด เกณฑ์ IQA-KKU มี 17 ตัวชี้วัด และ 38 แหล่งข้อมูล เกณฑ์ EdPEx หมวด 7 ผลลัพธ์ พบว่ามี 169 ตัวชี้วัดย่อย และ 175 แหล่งข้อมูล เกณฑ์ QS University Ranking มี 30 ตัวชี้วัด และ 31 แหล่งข้อมูล ข้อมูล CDS มี 133 ตัวชี้วัด และ 133 แหล่งข้อมูล การเทียบเคียงสมรรถนะ มี 96 ตัวชี้วัด และ 105 แหล่งข้อมูล ข้อมูลพื้นฐาน มี 11 ตัวชี้วัด และ 11 แหล่งข้อมูล สรุป จัดหมวดหมู่ชุดข้อมูลได้ทั้งหมด 521 ชุด ภารกิจที่ด้านการผลิตบัณฑิต จัดหมวดหมู่ชุดข้อมูลได้มากที่สุด คือ 354 ชุด มีข้อเสนอแนะว่า 1) ควรกำหนดผลลัพธ์ที่สะท้อนวิสัยทัศน์คณะเพื่อยกระดับผลการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx 2) หาแนวทางกำหนดผลลัพธ์ร่วมกับหน่วยงานเทียบเคียงแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ 3) ใช้ข้อมูลจากรายงานผลการตรวจประเมินโครงการ EdPEx200 มาประกอบ การพัฒนาตัวชี้วัด ตลอดจนพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมทุกเกณฑ์หรือสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลอื่น ๆ</p> ศศิธร สิทธิพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-13 2026-10-13 15 3 e2682 e2682 การปรับปรุงกระบวนการรับหนังสือผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของงานสารบรรณ ฝ่ายเลขาธิการราชวิทยาลัย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2558 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการรับหนังสือผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ 2) ปรับปรุงกระบวนการทำงานในการรับหนังสือผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพของการปรับกระบวนการทำงานในการรับหนังสือผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการวิจัยใช้แนวทางวิจัยและพัฒนา เริ่มจากการศึกษากระบวนการทำงานเดิม วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่และทดสอบผลก่อนและหลังการปรับปรุง มีประชากรในการวิจัยประกอบด้วยบุคลากรงานสารบรรณและกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงใช้แนวคิด Lean ตามหลักการ ECRS ร่วมกับการวิเคราะห์ผังขั้นตอนการทำงาน เพื่อระบุจุดซ้ำซ้อน และไม่จำเป็น อีกทั้งได้นำข้อมูลจากแบบบันทึกสถิติการรับหนังสือผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ประกอบวิเคราะห์เชิงปริมาณ เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเที่ยงตรง มากกว่า 0.50 ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเดิมมีขั้นตอนจำนวนมาก ซ้ำซ้อน และต้องใช้บุคลากรหลายคน โดยใช้เวลาเฉลี่ย 91.50 นาทีต่อเรื่อง หลังการปรับปรุงกระบวนการด้วยแนวคิด Lean ตามหลักการ ECRS ควบคู่กับการใช้โปรแกรม Adobe Acrobat DC ทำให้จำนวนขั้นตอนจาก 35 ขั้นตอน เหลือเพียง 19 ขั้นตอน เวลาการดำเนินงานลดลงเหลือ 18 นาทีต่อเรื่อง ลดการใช้กระดาษได้ทั้งหมด และสามารถดำเนินงานได้โดยเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เพิ่มความรวดเร็ว และความถูกต้องของข้อมูล แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านทรัพยากรและแรงงาน อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสำนักงานไร้กระดาษอย่างเป็นรูปธรรม</p> อุษา ไวสาริกิจ ปรียาณัฐ เข็มทอง อรทัย เนียมตระกูล อุทุมพร สุทธิพรม เอกลักษณ์ สุริยา หนึ่งฤทัย แก้วถาวร ปิยะวรรณ จันทร์โสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-10 2026-09-10 15 3 e2558 e2558 การพัฒนาระบบการค้นหาเอกสารและติดตามสถานะเอกสารในรูปแบบ Web Application และ Line BOT https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2405 <p>คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการเอกสาร โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรได้มีการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์และการจัดเก็บเอกสารมาให้หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยใช้ หรืออีกชื่อเรียกว่า NU e-Document ยังมีข้อจำกัดในการระบุคำค้นหา ส่งผลให้ผลลัพธ์ของการสืบค้นขาดความจำเพาะ ผู้ใช้จึงต้องใช้เวลาในการค้นหาเอกสารที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการค้นหาเอกสารและติดตามสถานะเอกสาร ที่ช่วยลดขั้นตอน ลดเวลา ในการติดตาม และการลงรับเอกสาร โดยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง จำนวน 60 คน ได้แก่ บุคลากรสายสนับสนุนจำนวน 30 คน และบุคลากรสายวิชาการจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ระบบการค้นหาเอกสารและติดตามสถานะเอกสารในรูปแบบ Web Application และ Line BOT สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบการค้นหาเอกสารและติดตามสถานะเอกสารในรูปแบบ Web Application และ Line BOT สามารถช่วยลดขั้นตอนในการติดตามเอกสารจากเดิม 5 ขั้นตอน เหลือ 3 ขั้นตอน และการลงรับเอกสารจากเดิม 10 ขั้นตอน เหลือ 8 ขั้นตอน นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการติดตามเอกสารจาก 30 นาที เหลือ 4 นาที ลดลง 26 นาที คิดเป็น ร้อยละ 86.7 และลดเวลาในลงรับเอกสารจาก 65 นาที เหลือ 28 นาที ลดลง 37 นาที คิดเป็นร้อยละ 56.9 ทั้งนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจของระบบการค้นหาเอกสารและติดตามสถานะเอกสารในรูปแบบ Web Application และ Line BOT อยู่ในระดับมากที่สุด (x-bar = 4.57, S.D. = 0.60) สรุปได้ว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาในการติดตามและลงรับเอกสาร และผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด</p> สารินทร์ เติมสุทา มัทรียา ราชบัวศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 15 3 e2405 e2405 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานวิจัยของบุคลากรสายวิชาการ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ภาคใต้ตอนล่าง https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1936 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานวิจัยของบุคลากรสายวิชาการ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ภาคใต้ตอนล่าง และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำวิจัย ของบุคลากรสายวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ประชากร คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยเฉพาะบุคคล แบบสอบถามแรงจูงใจในการทำวิจัย และแบบสอบถามปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรสายวิชาการมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำวิจัยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานวิจัย ได้แก่ ปัจจัยเฉพาะบุคคล ด้านทักษะการทำวิจัย อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.49, S.D. = 0.74) ด้านระยะเวลาในการทำวิจัยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.59, S.D. = 0.87) และทัศนคติต่อการทำวิจัยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.92, S.D. = 0.98) ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ด้านการเห็นคุณค่าของตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.82, S.D. = 0.99) ด้านการยอมรับนับถือในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.98, S.D. = 0.90) และลักษณะงานที่รับผิดชอบซึ่งส่งผลต่อการทำวิจัยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.31, S.D. = 0.78) ความก้าวหน้าในตำแหน่งซึ่งส่งผลต่อการทำวิจัยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.79, S.D. = 0.92) และปัจจัยเอื้ออำนวย ด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.77, S.D. = 0.95) ด้านทุนอุดหนุนในการทำวิจัยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.77, S.D. = 0.95) ด้านสิ่งแวดล้อมภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.70, S.D. = 0.95) ด้านวัสดุอุปกรณ์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.76, S.D. = 0.86)</p> ยะห์ยา สะมะแอ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-15 2026-09-15 15 3 e1936 e1936 การพัฒนาระบบชําระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ดิจิทัล EnPay สำหรับวารสาร Engineering and Applied Science Research (EASR) https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2613 <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Engineering Payment System: EnPay) เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ความซ้ำซ้อนของเอกสาร และภาระงานของเจ้าหน้าที่ที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความของวารสาร Engineering and Applied Science Research (EASR) การวิจัยดำเนินขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 30 ตุลาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาระบบ EnPay สำหรับรองรับการชำระค่าธรรมเนียมของวารสาร EASR และ (2) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานจริง การดำเนินงานวิจัยใช้แนวคิด System Development Life Cycle (SDLC) โดยพัฒนาระบบ EnPay เป็น Web Application ที่เชื่อมต่อกับ KKU Payment Hub รองรับช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่หลากหลาย พร้อมระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipts) โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ได้ใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบ EnPay สามารถปฏิบัติการได้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ โดยมีประสิทธิภาพสูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ อัตราความสำเร็จของธุรกรรม 100% ไม่พบข้อผิดพลาด (Error Rate = 0%) และมีเวลาประมวลผลเฉลี่ยเพียง 1.5 วินาที (p50) การประเมินจากผู้ใช้งานสะท้อนระดับความพึงพอใจในระดับ “ดีมาก” ทั้งในด้านความสะดวก ความโปร่งใส และความปลอดภัย นอกจากนี้ ระบบ EnPay ยังส่งผลต่อการดำเนินงาน โดยช่วยลดปริมาณงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ลงอย่างชัดเจน การลดเวลาการยืนยันการชำระเงินจากเดิมหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่วินาที การเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูล และการยกระดับความน่าเชื่อถือของกระบวนการบริหารจัดการวารสาร อีกทั้งยังช่วยผลักดันการบริหารจัดการแบบดิจิทัลของหน่วยงานอย่างยั่งยืน จึงทำให้ EnPay เป็นนวัตกรรมที่ยกระดับประสิทธิภาพของงานวารสารทั้งด้านการปฏิบัติงานและการให้บริการผู้ใช้งาน</p> พัชราพร ด่านธนธรณ์ นันทวรรณ ชาญวิชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-09 2026-09-09 15 3 e2613 e2613 การควบคุมคุณภาพโดยการใช้วัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์แทนวัสดุมาตรฐานลวดทองบริสุทธิ์ และสร้างชิ้นงานอะคริลิกช่วยขึ้นรูปตัวอย่าง https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2508 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องมือตรวจวัดการหลอมละลายของขี้เถ้าแบบอัตโนมัติ โดยใช้วัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์แทนวัสดุมาตรฐานลวดทองคำบริสุทธิ์เพื่อช่วยลดต้นทุน และสร้างอุปกรณ์ช่วยขึ้นรูปตัวอย่างด้วยชิ้นงานอะคริลิกเพื่อลดเวลาในกระบวนการเตรียมตัวอย่าง การศึกษาได้ทำการทดสอบจุดหลอมเหลวของวัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์ด้วยเครื่องตรวจวัดการหลอมละลายของขี้เถ้าแบบอัตโนมัติ จำนวน 49 ครั้ง และสร้างแผนภูมิควบคุมคุณภาพเพื่อหาค่าขีดจำกัดควบคุมบนและค่าขีดจำกัดควบคุมล่าง ผลการวิเคราะห์พบว่า ค่าเฉลี่ยของจุดหลอมเหลวของวัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์เท่ากับ 966.49 ± 7.24 องศาเซลเซียส โดยมีขีดจำกัดบนของ การควบคุมเท่ากับ 988.22 องศาเซลเซียส มีขีดจำกัดล่างของการควบคุมเท่ากับ 944.76 องศาเซลเซียส ซึ่งผลการทดสอบค่าจุดหลอมเหลวของวัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์ที่ได้ทั้งหมดอยู่ภายในขีดจำกัดการควบคุม แสดงว่าสามารถใช้วัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์ในการควบคุมคุณภาพของเครื่องตรวจวัดการหลอมละลายของขี้เถ้าแบบอัตโนมัติได้ รวมทั้งลดต้นทุนใช้วัสดุมาตรฐานลวดเงินบริสุทธิ์ทดแทนวัสดุมาตรฐานลวดทองคำบริสุทธิ์ได้ นอกจากนี้ยังได้ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ขึ้นรูปตัวอย่างจากอะคริลิก ด้วยเครื่องแกะสลักขนาดเล็กที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ จำนวนสองชิ้น พบว่า สามารถช่วยขึ้นรูปตัวอย่างรูปร่างคล้ายพีระมิดก่อนการทดสอบด้วยเครื่องการหลอมละลายของขี้เถ้าแบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงสามารถลดเวลาในขั้นตอนการเตรียมตัวอย่าง และลดต้นทุนพร้อมทั้งยืนยันความเหมาะสมในการใช้ลวดเงินบริสุทธิ์แทนลวดทองคำบริสุทธิ์ในการควบคุมคุณภาพอุณหภูมิเครื่องตรวจวัดการหลอมละลายของขี้เถ้าแบบอัตโนมัติได้</p> ศิริวรรณ พงศ์พฤกษาพัฒนา ภาณุพงษ์ ลิ่มอุสันโน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-06 2026-09-06 15 3 e2508 e2508 การประเมินระบบติดตามการจัดซื้อจัดจ้าง: กรณีศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2358 <p>การประเมินระบบติดตามการจัดซื้อจัดจ้าง: กรณีศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจต่อการใช้ระบบติดตามการจัดซื้อจัดจ้าง และเพื่อนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงระบบ โดยคณะผู้วิจัยได้ใช้แอปพลิเคชันจาก Google Workspace ที่มหาวิทยาลัยสนับสนุนมาใช้ในการพัฒนาระบบนี้ ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านการพัฒนาระบบ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้ Google Sheets ในการบริหารจัดการข้อมูลเบื้องหลัง Google Looker Studio สำหรับสร้างรายงานแบบโต้ตอบ (Interactive Chart) และ Google Calendar สำหรับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ 2) ด้านการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย ผู้บริหาร หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของคณะนิติศาสตร์ จำนวน 18 คน ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความสามารถของระบบ (Mean = 4.74, SD = 0.43), ความง่ายต่อการใช้งาน (Mean = 4.64, SD = 0.83) และประสิทธิภาพ (Mean = 4.69, SD = 0.68) ประโยชน์ที่ได้รับ ระบบนี้ช่วยให้สามารถติดตามสถานะการจัดซื้อจัดจ้างได้ ทำให้เอกสารไม่สูญหายและลดการขออนุมัติลงวันที่เอกสารในระบบบัญชีสามมิติ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารทราบสถานะได้อย่างรวดเร็ว</p> กมลทิพย์ อยู่เย็น สุขขมาภรณ์ ปลื้มวงศ์ ณาตยา ทองอรุณศรี นารีจุติ ศรีแสงฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-05 2026-08-05 15 3 e2358 e2358 การศึกษาคุณภาพ (Quartile) ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ: วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2564 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คุณภาพผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของคณาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปีงบประมาณ 2563 - 2567 โดยการสืบค้นจากฐานข้อมูล Scopus และประเมินคุณภาพวารสารตาม Quartile (Q) โดยอ้างอิงจากดัชนี SJR และวิเคราะห์การตีพิมพ์โดยใช้สถิติพรรณนา จากผลการศึกษา พบว่า การตีพิมพ์ผลงานวิจัยใน Q1 มีค่าเฉลี่ยการตีพิมพ์ จำนวน 39 เรื่อง ซึ่งมากกว่า Q2 ร้อยละ 67.2 มากกว่า Q3 ร้อยละ 40.5 มากกว่า Q4 ร้อยละ 14.9 ขณะที่ Q2 มีค่าเฉลี่ยการตีพิมพ์ จำนวน 24.6 เรื่อง ซึ่งน้อยกว่า Q1 ร้อยละ 147.7 มากกว่า Q3 ร้อยละ 59.8 มากกว่า Q4 ร้อยละ 21.9 ขณะที่ Q3 มีค่าเฉลี่ยการตีพิมพ์ จำนวน 15.8 เรื่อง ซึ่งน้อยกว่า Q1 ร้อยละ 246.8 น้อยกว่า Q2 ร้อยละ 167.1 มากกว่า Q4 ร้อยละ 36.7 ขณะที่ Q4 มีค่าเฉลี่ยการตีพิมพ์ จำนวน 5.8 เรื่อง ซึ่งน้อยกว่า Q1 ร้อยละ 672.4 น้อยกว่า Q2 ร้อยละ 455.2 น้อยกว่า Q3 ร้อยละ 272.4 จากข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาศักยภาพคณาจารย์ เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานสู่มาตรฐานสากล รวมทั้ง ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือด้านวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้นต่อไป</p> จริกานต์ เจริญมิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-21 2026-09-21 15 3 e2564 e2564 ความสามารถในการบริหารจัดการเวลากับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2188 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบริหารจัดการเวลาของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย และ 2) เพื่อศึกษาผลกระทบของความสามารถในการบริหารจัดการเวลาของบุคลากรสายสนับสนุนต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนการเบิกจ่าย ประชากรที่ศึกษาคือบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 2,237 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 327 คน ตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้รับแบบสอบถามชุดสมบูรณ์กลับคืนมาจำนวน 105 ชุด (คิดเป็นร้อยละ 32.11 จากกลุ่มตัวอย่าง 327 คน) เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) อยู่ระหว่าง 0.694 ถึง 0.923 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรสายสนับสนุนมีความสามารถในการบริหารจัดการเวลาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดในด้านการตระหนักถึงเป้าหมายของการทำงาน รองลงมาคือการประเมินการใช้เวลา 2) ความสามารถในการบริหารจัดการเวลาและคุณลักษณะส่วนบุคคลร่วมกันทำนายประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup> = 0.548, Adjusted R<sup>2</sup> = 0.510, F = 14.547, p &lt; 0.05) โดยด้านการตระหนักถึงเป้าหมายของการทำงาน (B = 0.523), การประเมินการใช้เวลา (B = 0.478), ประสบการณ์การทำงาน (B = 0.144) และตำแหน่งงาน (B = 0.499) มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ (B = -0.441) และอายุ (B = -0.254) มีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการปรับปรุงการใช้เวลาและระดับการศึกษาไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะประกอบด้วยการพัฒนาทักษะผ่านการฝึกอบรมการกำหนดเป้าหมาย การจัดตั้งระบบพี่เลี้ยง (Mentoring Program) และการส่งเสริมการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อวางแผนและติดตามงาน รวมถึงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) เพิ่มความยืดหยุ่นในกระบวนการวางแผน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition: OCR) เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณอย่างยั่งยืน</p> ศศิธร นุชิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-01 2026-08-01 15 3 e2188 e2188 ระดับคุณภาพชีวิต ความสุขในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาไทย: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2614 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน ความสุขในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณในลักษณะการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมที่ปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 1,100 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยอ้างอิงตารางของ Krejcie and Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และใช้วิธีการสุ่ม อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 290 คน ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 3.62, SD = 1.14) โดยบุคลากรมีการรับรู้เชิงบวกต่อการพัฒนาความรู้และศักยภาพ ตลอดจนความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม สวัสดิการและค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาบางรายการอยู่ในระดับปานกลาง ความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.23, SD = 0.87) สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความภาคภูมิใจในงาน ความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์การ ส่วนความผูกพันต่อองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.27, SD = 0.89) บุคลากรมีทัศนคติเชิงบวก ยอมรับค่านิยมและวิสัยทัศน์ พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และมีความตั้งใจปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ขององค์การใน ระยะยาว ข้อเสนอแนะ มหาวิทยาลัยนครพนม ควรพัฒนายุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งเสริมสมดุลชีวิตและการทำงาน สวัสดิการที่เป็นธรรม ความก้าวหน้าในอาชีพ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น พร้อมส่งเสริมระบบพี่เลี้ยงและวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความสุขในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์การอย่างยั่งยืน</p> จรินทร์ธร กฤตไพบูลย์วุฒิ พาทิศ คงโสมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-09 2026-10-09 15 3 e2614 e2614 ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อคุณภาพการบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2525 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความพึงพอใจของการบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2) คุณภาพการให้บริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ 3) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มี อายุ เพศ ระดับการศึกษา และสถานภาพของผู้รับบริการแตกต่างกัน ดังนั้นผู้วิจัย จึงได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย จากผู้รับบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ จำนวน 531 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) F-test ((ANOVA และ MANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้รับบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21 - 30 ปี ระดับการศึกษาสูงสุด มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และสถานภาพของผู้รับบริการ นิสิตระดับปริญญาตรี 2) ผู้รับบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีความเห็นด้วยเกี่ยวกับการมีความพึงพอใจในการบริการโดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก และอยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ข้อ ได้แก่ ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนในการให้บริการ และด้านช่องทางการให้บริการ 3) ผู้รับบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับคุณภาพการบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณาเมื่อเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนั้น ด้านความน่าเชื่อถือของการบริการ ด้านความใส่ใจผู้รับบริการ ด้านการตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ และด้านรูปธรรมของการบริการ และ 4) ผู้รับบริการงานโสตทัศนูปกรณ์ของคณะการบัญชีและการจัดการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มีอายุ ระดับการศึกษาสูงสุด และสถานภาพของผู้รับบริการแตกต่างกัน มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับคุณภาพการบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์โดยรวมแตกต่างกัน สำหรับ เพศ มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับคุณภาพการบริการด้านโสตทัศนูปกรณ์โดยรวมไม่แตกต่างกัน</p> จิตรณรงค์ นาใจคง ยุทธชัย เกราะแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 15 3 e2525 e2525 การพัฒนาระบบแจ้งความต้องการใช้พัสดุออนไลน์ สำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2383 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของระบบแจ้งความต้องการใช้พัสดุออนไลน์ของสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยใช้แนวทางการจัดการแบบลีน (Lean Management) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ โปรแกรม Google Forms, Google Sheets และ Google Apps Script ในการออกแบบระบบ ซึ่งกระบวนการพัฒนาระบบดำเนินการตามหลัก SDLC และมีการทดสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ พบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดจำนวนขั้นตอนจาก 8 ขั้นตอน เหลือเพียง 6 ขั้นตอน ลดระยะเวลาการดำเนินงานลงได้ถึงร้อยละ 72.97 และช่วยเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใสในการดำเนินงาน นอกจากนี้การประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการพบว่า อยู่ในระดับ “มากที่สุด” ในทุกตัวชี้วัด โดยเฉพาะด้านคุณภาพการให้บริการ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพัสดุ ลดข้อผิดพลาด และสนับสนุนการบริหารงานภายในองค์กรให้สอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล</p> วรวุฒิ สหะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 15 3 e2383 e2383 การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นของบุคลากรสายปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2575 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการสอนงานระบบพี่เลี้ยง 2) พัฒนาระบบพี่เลี้ยง ในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นของบุคลากรสายปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยงในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นของบุคลากรสายปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 2 พี่เลี้ยงบุคลากรสายปฏิบัติการที่มีประสบการณ์สอนงานน้องเลี้ยงและได้รับการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้น และกลุ่มที่ 3 น้องเลี้ยงบุคลากรสายปฏิบัติการและได้รับประสบการณ์สอนงานจากพี่เลี้ยง เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept interview) แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกกิจกรรม ผลการศึกษาความต้องการจำเป็น พบว่า ผู้บริหารทุกส่วนต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการสอนงานพี่เลี้ยงในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้น โดยส่งเสริมและสร้างโอกาสในการยกระดับทักษะเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น มีการจัดโปรแกรมฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับพี่เลี้ยง และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างบุคลากรสายงานเดียวกันและทั้งองค์กร นอกจากนี้ ควรมีการจัดกิจกรรมสัมพันธ์ก่อนเริ่มกระบวนการสอนงาน ควรจับคู่พี่เลี้ยงน้องเลี้ยงที่มีชื่อตำแหน่งหรือลักษณะงานที่ใกล้เคียงกัน ด้วยอัตราส่วน 1:3 2) ระบบพี่เลี้ยงที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ผลการศึกษาประสิทธิภาพของระบบพี่เลี้ยงจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ผลการประเมินประสิทธิภาพร่างระบบพี่เลี้ยง มีค่า IOC เท่ากับ 0.67 และ 3) ประสิทธิผลของระบบพี่เลี้ยงในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นของบุคลากรสายปฏิบัติการ พบว่า ผลประเมินความพึงพอใจน้องเลี้ยงที่มีต่อพี่เลี้ยง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 5.00 ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจของพี่เลี้ยงที่มีต่อน้องเลี้ยง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.55 และผลจากการวิเคราะห์บันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงมีข้อเสนอแนะว่าควรมีระบบติดตามแบบออนไลน์ จากผลการศึกษาครั้งนี้นำไปสู่การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในการผลิตผลงานการเลื่อนระดับสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการให้ได้รับการเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพ และเกิดประโยชน์ในการพัฒนางานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วรวุธ เหล็กหมื่นไวย วณิชยา มีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-26 2026-09-26 15 3 e2575 e2575 ระดับความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมความปลอดภัยในการใช้ห้องปฏิบัติการสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2309 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ความตระหนักและพฤติกรรมความปลอดภัยในการใช้ห้องปฏิบัติการสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 45 คน ประกอบด้วย บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนสาขาวิชาสรีรวิทยา จำนวน 15 คน (ร้อยละ 33.30) และนิสิตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน (ร้อยละ 66.70) โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 37.80 และเพศหญิง ร้อยละ 62.20 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เข้ามาใช้งานห้องปฏิบัติการสรีรวิทยามีระดับความรู้ และความตระหนักด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 4.64 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 4.62 ด้านการป้องกันอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 4.60 และด้านความตระหนักในความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 4.53 ในด้านพฤติกรรมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติอยู่ในระดับปฏิบัติทุกครั้ง ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 3.79 ด้านการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ ค่าเฉลี่ย 3.42 และด้านพฤติกรรมของผู้ใช้ห้องปฏิบัติการ ค่าเฉลี่ย 3.53 อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างยังมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในห้องปฏิบัติการบางประการที่มีการปฏิบัตินาน ๆ ครั้ง เช่น การทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องแก้วทุกครั้งหลังจากที่ใช้เสร็จและวางไว้ในที่ที่จัดให้ รวมทั้งการหยอกล้อกับเพื่อนขณะอยู่ในห้องปฏิบัติการ</p> สุรเชษฐ์ วงค์ปินคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 15 3 e2309 e2309 การศึกษาความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2635 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีต่อหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตชั้นปีที่ 1 - 4 จำนวน 157 คน ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (ค่า IOC 0.67 - 1.00) และทดสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงจำนวน 30 คน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคไม่น้อยกว่า 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลปลายเปิดด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่านิสิตมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยจุดแข็งที่เด่นชัดคือคุณภาพและความรู้ความสามารถของอาจารย์ผู้สอน รวมถึงการพัฒนาความรู้ในสาขาวิชา อย่างไรก็ตาม พบประเด็นที่มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลางในมิติที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าของหลักสูตรนานาชาติและบริการสนับสนุนบางด้าน เช่น โอกาสเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยน/โครงการต่างประเทศ (x-bar = 3.33) และความพร้อมด้านเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก (x-bar = 3.42, S.D. = 1.29) ข้อมูลเชิงคุณภาพจากคำถามปลายเปิดสะท้อนข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงความทันสมัยและความประยุกต์ใช้ได้จริงของเนื้อหารายวิชา การยกระดับประสบการณ์นานาชาติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม การเพิ่มทรัพยากรและพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนการพัฒนาระบบสนับสนุนและการสื่อสารเชิงระบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้เรียน</p> รัชชนนท์ สะโมสูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-01 2026-10-01 15 3 e2635 e2635 การวิเคราะห์ผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติของคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2567 ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SciVal https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2389 <p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติของคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2567 กลุ่มตัวอย่าง เป็นผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus จำนวน 1,237 บทความ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SciVal ผลการศึกษาพบว่า คณะฯ มีจำนวนผลงานตีพิมพ์ในรูปแบบของบทความ (Article) มากที่สุด (ร้อยละ 84.93) สาขาที่มีการตีพิมพ์มากที่สุด คือ Engineering จำนวน 615 บทความ โดยวารสาร Engineering and Applied Science Research มีการตีพิมพ์สูงสุด จำนวน 53 บทความ มีการตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Journal Quartile รวมทั้งหมด 1,113 บทความ โดยเป็นวารสารที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับควอไทล์ 1 (Q1) มากที่สุด จำนวน 624 บทความ (ร้อยละ 56.06) คณะฯ มีผลงานตีพิมพ์ที่มีความร่วมมือระดับชาติมากที่สุด จำนวน 60 เรื่อง (ร้อยละ 53.10) มีการตีพิมพ์ผลงานร่วมกับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด (นอกเหนือจากประเทศไทย) จำนวน 7 เรื่อง ส่วนหน่วยงานที่มีบทความตีพิมพ์ร่วมกับคณะฯ มากที่สุด (นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น) คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จำนวน 111 บทความ จากจำนวนผลงานตีพิมพ์ทั้งหมดมีผลงานที่ถูกนำไปใช้อ้างอิง 1,078 บทความ และมีผลงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในเป้าหมายที่ 7 สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน (SDG7) มากที่สุด จำนวน 216 บทความ ผลการศึกษานี้สะท้อนศักยภาพทางการวิจัย ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสนับสนุนนักวิจัย ติดตามสมรรถนะงานวิจัยเชิงลึก และขับเคลื่อนทิศทางการวิจัยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายสู่การเป็น World Class Engineering School ที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมในระดับสากล</p> สุกัญญา วรรณสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-05 2026-08-05 15 3 e2389 e2389 ความสามารถในการปรับตัวด้านการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่: กรณีศึกษาการระบาดโควิด-19 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1704 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เพื่อศึกษาความสามารถในการปรับตัว ด้านการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรในช่วงการระบาดของโควิด-19 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรในช่วงเวลาดังกล่าว และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรในภาวะวิกฤตโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณได้จากการสุ่มแบบมีระบบ (Systematic Random Sampling) จำนวน 284 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) จำนวน 7 คน ประกอบด้วย พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน ตัวแทนผู้บริหาร และตัวแทนนักวิชาการ การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยแบบเส้นตรง และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรมีระดับความสามารถในการปรับตัวด้านการปฏิบัติงาน ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.83, S.D. = 0.53) มีระดับความผูกพันต่อองค์กรค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.57, S.D. = 0.54) โดยพบว่าความสามารถในการปรับตัวด้านความเอาใจใส่ (β = 0.512, <em>p </em>&lt; 0.001) และด้านความมั่นใจ (β = 0.283, <em>p </em>&lt; 0.001) มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรในช่วงการระบาดโควิด-19 ของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริม ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรในช่วงการระบาดโควิด-19 โดยการสนับสนุนบุคลากรให้มีทักษะการใช้เทคโนโลยี การร่วมดำเนินกิจกรรมตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง สร้างกระบวนการในการชื่นชม ยินดี และการสร้างโอกาสในการแสวงหาทางออกของปัญหาร่วมกัน</p> อัจฉรา คำฝั้น สามารถ ใจเตี้ย อรินทร์ภัสร์ ศรีบุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 15 3 e1704 e1704 การวิเคราะห์กระบวนการสร้างแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2588 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการสร้างแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยใช้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานมหาวิทยาลัยจำนวน 7 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับหัวหน้างานบริหารงานบุคคล 5 คน ที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการสร้างแรงจูงใจ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนและพี่เลี้ยง การจัดการภาระงานและทรัพยากรที่เหมาะสม ระบบประเมินและรางวัลที่เป็นธรรม และการติดตามและสะท้อนผล 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ด้านแรงจูงใจภายใน ได้แก่ ความต้องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แรงจูงใจภายนอก ได้แก่ ความต้องการความมั่นคงในอาชีพ การได้รับการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูงการ และการได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาต่อหรือการพัฒนาวิชาชีพจากองค์กร 3) แนวทางในการพัฒนาระบบแรงจูงใจในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ในบทบาทผู้บริหารควรมีการดำเนินการโดยมีการสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนมีระบบสนับสนุนและพี่เลี้ยง มีการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็น มีการจัดการภาระงานและทรัพยากร ที่เหมาะสม มีระบบประเมินและรางวัลที่เป็นธรรม และมีการติดตามและสะท้อนผล ในบทบาทของพนักงานต้องมีการประเมินค้นหาศักยภาพของตนเองและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งควรบรรจุในแผนพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน</p> วิชิดา รุ่งเรือง ธิดาวัลย์ อุ่นกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-19 2026-09-19 15 3 e2588 e2588 ความพึงพอใจต่อการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอนปฏิบัติการทางการพยาบาลในยุคดิจิทัลของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2488 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองควบคู่การวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลยุคดิจิทัล และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาคปฏิบัติการพยาบาลระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมกับกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลร่วมด้วย กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาเทคนิคทางการพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดระดับความพึงพอใจต่อสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ และคะแนนสอบปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติทดสอบที (Independent Samples t-test) ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ = 4.25, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดคือ ความสอดคล้องของสื่อเทคโนโลยี (ร้อยละ 78.00) รองลงมาคือ ความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 77.76), ความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยีร่วม (ร้อยละ 77.61) คุณค่าและประโยชน์ของเทคโนโลยี (ร้อยละ 76.53) และความสะดวกในการใช้เทคโนโลยี (ร้อยละ 75.86) ตามลำดับ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่ากลุ่มนักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว มีคะแนนเฉลี่ย 32.85 คะแนน (S.D. = 2.62) ในขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่เรียนร่วมกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ 36.24 คะแนน (S.D. = 1.25) ชี้ให้เห็นว่าการจัดสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวยในยุคดิจิทัล ไม่เพียงแต่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เรียน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และทบทวนทักษะได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความชำนาญและความเชี่ยวชาญในวิชาชีพการพยาบาล</p> อนุพนธ์ อุมา มนัสมีน เจะโนะ นิซูไรดา นิมุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-09 2026-09-09 15 3 e2488 e2488 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2356 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 316 คน ได้มาจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของทาโร ยามาเน่ โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.66 - 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.98 และแบบสอบถามการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.66 - 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์ อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านจินตนาการ อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านความยืดหยุ่น อยู่ในระดับมาก ระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการแนะแนวการศึกษา อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียน อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในทางบวก ระหว่าง 0.29 - 0.62 โดยมีค่าความสัมพันธ์มากที่สุด คือ ด้านการแก้ปัญหา รองลงมา ได้แก่ ด้านจินตนาการ และด้านที่มีค่าความสัมพันธ์ต่ำสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์</p> กมลชนก เลขวัฒนะ สุพัฒนา หอมบุปผา สาธร ทรัพย์รวงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-17 2026-09-17 15 3 e2356 e2356 การพัฒนาเครื่องวัดเสถียรภาพต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำมันไบโอดีเซลแบบ 8 ช่องตรวจวัด https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2658 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องวัดเสถียรภาพต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำมันไบโอดีเซล อ้างอิงมาตรฐาน EN14112 ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ.2562 เครื่องต้นแบบที่พัฒนาขึ้นมี 8 ช่องตรวจวัด สามารถตรวจวัดได้หลายตัวอย่างในเวลาเดียวกัน สามารถบันทึกค่าการนำไฟฟ้าตามข้อกำหนดที่ระบุในมาตรฐาน โดยอาศัยหลักการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของไอระเหยที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการออกซิเดชัน ใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบ PID และควบคุมการไหลของอากาศแห้งผ่านโซลินอยด์วาล์วแบบแยกอิสระในแต่ละช่องตรวจวัด วิเคราะห์ค่าการนำไฟฟ้าด้วยวงจรกระแสสลับและใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC18F252 ส่งข้อมูลการตรวจวัดไปยังคอมพิวเตอร์ผ่าน RS-232/USB ประมวลผลด้วยโปรแกรม OxyGraph V1.0 ที่พัฒนาขึ้น สามารถคำนวณค่าเสถียรภาพต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในหน่วยชั่วโมงได้โดยอัตโนมัติ ผลการทดสอบแสดงค่าความเที่ยงของเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นด้วยสถิติค่าร้อยละของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (%RSD) มีค่าเท่ากับ 1.40 และมีความสัมพันธ์เชิงเส้นสูงเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบจากเครื่องที่พัฒนาขึ้นกับเครื่องเชิงพาณิชย์ พิจารณาด้วยค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient, r) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.9994 และพิจารณาด้วยสถิติ Bland-Altman Plot ความสอดคล้องกันในช่วงขอบเขต Limits of Agreement ± 1.96 SD ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่องที่พัฒนาขึ้นในการใช้งานจริงเป็นการลดต้นทุนจากการนำเข้าเครื่องมือจากต่างประเทศ</p> สัตยา บุญรัตนชู วราภรณ์ รัศมีผะกาย วชิราภรณ์ ปิสิตโร ทรงสุดา พรหมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 15 3 e2658 e2658 การวิเคราะห์และเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครสในน้ำผลไม้โดยเทคนิค qNMR และ HPLC https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2534 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยนิวเคลียร์แมกเนติกเรโซแนนซ์ (Quantitative Nuclear Magnetic Resonance Spectroscopy: <em>q</em>NMR) ซึ่งใช้ทั้งวิธีมาตรฐานภายนอก (External Standard) และวิธีมาตรฐานภายใน (Internal Standard) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ และเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (High Performance Liquid Chromatography: HPLC) ในตัวอย่างน้ำผลไม้ ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค <em>q</em>NMR และเทคนิค HPLC ด้วยสถิติ Bland-Altman plot พบว่า ปริมาณน้ำตาลทั้งสามชนิด มีความสอดคล้องกันในช่วงขอบเขต Limits of Agreement ±1.96SD ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และเมื่อพิจารณาความแม่นยำ (Precision) ด้วยค่าสถิติ %RSD พบว่า เทคนิค <em>q</em>NMR วิธีมาตรฐานภายในมีความแม่นยำที่สุด มีช่วงค่า %RSD เท่ากับ 0.03 - 2.56% รองลงมา คือ เทคนิค HPLC มีช่วงค่า %RSD เท่ากับ 0.11 - 3.26% และเทคนิค <em>q</em>NMR วิธีมาตรฐานภายนอก มีช่วงค่า %RSD เท่ากับ 0.29 - 2.77% ตามลำดับ บ่งชี้ว่าทั้งเทคนิค <em>q</em>NMR และ เทคนิค HPLC มีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การใช้เทคนิค <em>q</em>NMR มีการเตรียมตัวอย่างที่ง่ายกว่า ไม่ต้องกำหนดกราฟมาตรฐาน ลดขั้นตอนการทำงานและลดระยะเวลาในการวิเคราะห์อย่างมากเมื่อเทียบกับเทคนิค HPLC รวมถึงสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างได้ภายในขั้นตอนเดียว จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการควบคุมคุณภาพของปริมาณน้ำตาลทั้ง 3 ชนิด ในผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ได้</p> ศิริวรรณ พงศ์พฤกษาพัฒนา ทรงสุดา พรหมทอง มงคล ประวัติบริสุทธิ์ สุภาพร ชินผา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-11 2026-09-11 15 3 e2534 e2534 การศึกษาความพึงพอใจของนิสิตต่อการให้บริการทางการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2400 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามิติการให้บริการทางการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่นิสิตมีความพึงพอใจมากที่สุด และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลที่สัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ เก็บข้อมูลจากนิสิตจำนวน 432 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามหลักสูตรและชั้นปี แล้วสุ่มอย่างง่ายภายในชั้นภูมิ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.80 - 1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่าโดยรวมนิสิตมีความพึงพอใจในระดับมาก (x-bar<em> </em>= 3.93, S.D. = 0.69) เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์ (x-bar<em> </em>= 4.08, S.D. = 0.72) การรับบริการจากเจ้าหน้าที่ (x-bar = 3.99, S.D. = 0.70) การรับบริการจากคณาจารย์ (x-bar<em> </em>= 3.93, S.D. = 0.68) และหลักสูตรการเรียนการสอน (x-bar<em> </em>= 3.73, S.D. = 0.65) โดยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ในช่วงต่ำ (0.65 - 0.72) สะท้อนการรับรู้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอระหว่างกลุ่มผู้ตอบ ผลเชิงอนุมานชี้ว่า เพศและอายุไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างของความพึงพอใจ ในทุกมิติ (<em>p</em> &gt; 0.05) ขณะที่ชั้นปีมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านการรับบริการจากคณาจารย์ (<em>p</em> = 0.003) และสิ่งอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์ (<em>p</em> = 0.035) และ หลักสูตรที่ศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) บ่งชี้ว่าความต้องการและประสบการณ์ของนิสิตเปลี่ยนไปตามวัฏจักรการเรียนรู้และลักษณะของหลักสูตร</p> ธันยธรณ์ วัลไพจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 15 3 e2400 e2400 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตคณะวนศาสตร์ที่รับเข้าศึกษาโดยระบบการคัดเลือกกลางบุคคล เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2566 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1854 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตคณะวนศาสตร์ที่เข้าศึกษา<br />โดยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2566 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตคณะวนศาสตร์ที่รับเข้าศึกษาโดยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2563 - 2566 ตามรอบการรับเข้าศึกษาต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย TCAS 1 Portfolio, TCAS 2 โควตา และ TCAS 3 Admission งานนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้ข้อมูลจากทะเบียนนิสิตคณะวนศาสตร์และระบบสารสนเทศนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตที่เข้าศึกษาใน<br />ปีการศึกษา 2563 - 2566 ที่มีสถานภาพกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 1,179 คน วิเคราะห์ข้อมูล<br />ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่แบบ LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนคะแนนเฉลี่ยสะสมของนิสิตที่เข้าศึกษาผ่าน TCAS 3 Admission <br />สูงสุดที่สุด (M = 2.66) รองลงมา คือ TCAS 1 Portfolio (M = 2.56) และ TCAS 2 โควตา (M = 2.52) ตามลำดับ 2) ผลการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว พบว่า นิสิตที่เข้าศึกษาด้วยรอบการรับต่างกัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนนเฉลี่ยสะสมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการเปรียบเทียบรายคู่ พบว่า นิสิต TCAS 1 Portfolio และ TCAS 2 โควตา มีคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่านิสิต TCAS 3 Admission อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> กัญญภา สถาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 15 3 e1854 e1854 องค์ประกอบในการประสานงานที่สัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรสายสนับสนุน และช่วยวิชาการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2603 <p>การวิจัยนี้ศึกษาองค์ประกอบการประสานงาน ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างกันในบุคลากรสายสนับสนุนและช่วยวิชาการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามครอบคลุมองค์ประกอบการประสานงาน 5 ด้านและประสิทธิภาพ 5 ด้าน จากประชากร 170 คน คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของ Yamane โดยกำหนดค่าคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ได้เป้าหมายประมาณ 120 คน จัดสรรตัวอย่างตามสัดส่วนของแต่ละหน่วยงานโดยประมาณและคัดเลือกผู้ตอบแบบสอบถามที่สมัครใจด้วยวิธีสะดวก ได้ข้อมูลวิเคราะห์ 118 คน วิเคราะห์ด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (นัยสำคัญ 0.05) ผลพบว่าการประสานงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.10, S.D. = 0.60) ด้านจังหวะเวลามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̅ = 4.21, S.D. = 0.62) รองลงมาคือความร่วมมือ (𝑥̅ = 4.14, S.D. = 0.68) ระบบการสื่อสาร (𝑥̅ = 4.09, S.D. = 0.63) ผู้ประสานงาน (𝑥̅ = 4.08, S.D. = 0.69) และความสอดคล้อง (𝑥̅ = 3.94, S.D. = 0.79) ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 3.98, S.D. = 0.65) คุณภาพการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̅ = 4.01, S.D. = 0.71) ส่วนความเร็วมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (𝑥̅ = 3.94, S.D. = 0.77) ทุกความสัมพันธ์เป็นบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) คู่ที่มีความสัมพันธ์สูงสุดคือระบบการสื่อสารกับการปฏิบัติงานเต็มความสามารถ (r = 0.91) และผู้ประสานงานกับคุณภาพการปฏิบัติงาน (r = 0.73) ผลการศึกษาชี้ให้คณะพิจารณาพัฒนาช่องทางสื่อสาร กำหนดบทบาทผู้ประสานงานให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกระบวนงานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพ</p> ณัฐชพร ทองดอนแช่ม ชัยโย กาญจนอักษร สุรินทร์ภรณ์ ศรีอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-07 2026-10-07 15 3 e2603 e2603 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพัน ต่อองค์กร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2357 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 361 คน กำหนดขนาดจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความผูกพันต่อองค์กร ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.20, S.D. = 0.64) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.28, S.D. = 0.64) รองลงมา คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.20, S.D. = 0.63) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.14, S.D. = 0.64) 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.32, S.D. = 0.62) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความตั้งใจที่จะเป็นสมาชิกที่ดี อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.35, S.D. = 0.60) รองลงมา คือ ด้านความเต็มใจและเสียสละเวลา อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.32, S.D. = 0.61) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการคงอยู่ อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.28, S.D. = 0.65) และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันต่อองค์กร มีความสัมพันธ์ทางบวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xy </sub>= 0.63) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านมีค่าความสัมพันธ์ทางบวกมากที่สุด คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล อยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xy </sub>= 0.59) รองลงมา ได้แก่ ด้านความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล อยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xy </sub>= 0.57) และด้านที่มีค่าความสัมพันธ์ต่ำสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล และด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล อยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xy </sub>= 0.51) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ชุติมา กรินรัศมี สายทิตย์ ยะฟู ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 15 3 e2357 e2357 ระบบเครือข่ายไร้สายสำหรับห้องผู้ป่วยพิเศษ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2416 <p>ปัจจุบัน ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) ได้รับการประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก แม้ภายในโรงพยาบาลจะมีการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุมหลายพื้นที่ แต่การใช้งานยังถูกจำกัดสิทธิ์ไว้เฉพาะบุคลากรในองค์กร ทำให้ผู้ป่วยและญาติในห้องพิเศษไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ ส่งผลต่อประสบการณ์การเข้ารับบริการและการประสานงานด้านการรักษา การนำระบบเครือข่ายไร้สาย เข้าสู่ห้องผู้ป่วยพิเศษจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถรองรับทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อความสะดวกสบาย และการประยุกต์ใช้งานกับระบบสารสนเทศทางการแพทย์ เช่น เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสารข้อมูลสุขภาพ และอุปกรณ์ IoT ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ห้องผู้ป่วยแบบปลอดเชื้อยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ข้อจำกัดด้านโครงสร้าง วัสดุอาคารที่รบกวนสัญญาณ Wi-Fi ความปลอดภัยของข้อมูล และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ ดังนั้นจึงควรมีการออกแบบตำแหน่ง Access Point ที่เหมาะสม การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน เช่น Wi-Fi 6 และการแบ่งเครือข่ายเสมือน (VLAN) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงการใช้ระบบเฝ้าติดตามผ่านระบบบริหารจัดการเครือข่าย เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้าถึงห้องปลอดเชื้อโดยตรง ซึ่งจากการศึกษาและข้อเสนอแนะของงานวิจัยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายในห้องผู้ป่วยพิเศษจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางข้อมูล เสริมสร้างคุณภาพการดูแลรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้พร้อมรับมือกับความท้าทายทางการแพทย์และเทคโนโลยีในอนาคต</p> นภา พฤกษากิจ ณัฐวุฒิ เจริญสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-15 2026-08-15 15 3 e2416 e2416 การศึกษากรอบแนวทางตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 สำหรับการจัดการระบบสำรองข้อมูลของโรงพยาบาล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2479 <p>ข้อมูลสารสนเทศทางการแพทย์เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญอย่างยิ่งของโรงพยาบาล แต่ในปัจจุบันภัยคุกคามทาง ไซเบอร์โดยเฉพาะแรนซัมแวร์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบแนวทางตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 สำหรับการจัดการระบบสำรองข้อมูลของโรงพยาบาล โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในภาคผนวก A และสังเคราะห์เป็นกรอบแนวทางเชิงปฏิบัติผ่านวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดการข้อมูลสำรองให้มีความมั่นคงปลอดภัยและสอดคล้องกับข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ โรงพยาบาลจะมีกระบวนการจัดการข้อมูลสำรองอย่างเป็นระบบที่รัดกุม ปลอดภัย สามารถลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม และสอดคล้องกับข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรได้อย่างยั่งยืน</p> ไพศิลป์ชัย ไชยพรเดชเจริญ สมชัย บุรีรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-09 2026-09-09 15 3 e2479 e2479 การวิเคราะห์ความสำเร็จของระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ: กรณีศึกษาคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2531 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงระบบและประเมินประสิทธิผลของระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ ในห้องปฏิบัติการทางชีวภาพของคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และเสนอแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพโดยประยุกต์แนวคิดเชิงระบบร่วมกับการวิเคราะห์ SWOT และวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) เป็นกรอบในการประเมิน ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากเอกสารทางวิชาการ มาตรฐานสากล แนวทางของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงเอกสารภายในของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตามเกณฑ์การประเมินระดับห้องปฏิบัติการ ผลการวิเคราะห์พบว่า ระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพของคณะฯ มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล และการดำเนินมาตรการควบคุมทางวิศวกรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานห้องปฏิบัติการระดับ BSL-2 อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การขาดระบบฐานข้อมูลกลางสำหรับ บริหารจัดการเอกสารและรายงานผล การอบรมบุคลากรใหม่ที่ยังไม่ต่อเนื่อง และกระบวนการประเมินผลประจำปี ที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อประสิทธิผลของระบบโดยรวม ข้อเสนอแนะหลักคือการพัฒนา Biosafety Awareness Program และแพลตฟอร์ม e-Learning เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของบุคลากร ทุกระดับ รวมถึงการประยุกต์ใช้ Digital Audit System สำหรับการติดตามและประเมินผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารจัดการ การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพของคณะให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความยั่งยืนของวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรอย่างแท้จริง</p> พลวัฒน์ จันทร์ผิว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-11 2026-09-11 15 3 e2531 e2531 การบูรณาการเทคโนโลยี Wi-Fi และระบบ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงพยาบาล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2507 <p>ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi) ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสาธารณสุข และเครือข่าย Wi-Fi ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ทางการแพทย์และระบบ Internet of Things (IoT) เข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ทั้งนี้ IoT ได้เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพทางการแพทย์ในหลายมิติ เช่น การเฝ้าติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์สวมใส่ การจัดการสินทรัพย์และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ การส่งยาด้วยหุ่นยนต์ และการสนับสนุนการรักษาทางไกล (Telemedicine) การบูรณาการ IoT เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) แต่การประยุกต์ใช้ IoT ในโรงพยาบาลยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตได้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการนำระบบ IoT มาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ซึ่งการผสานศักยภาพของเครือข่ายไร้สายและ IoT นี้เอง โรงพยาบาลจึงจะสามารถยกระดับจากการเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นระบบนิเวศการดูแลสุขภาพแบบอัจฉริยะ (Smart Healthcare Ecosystem) ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยเชิงรุก สร้างความปลอดภัยที่เหนือกว่า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างที่มีคุณภาพซึ่งการใช้ระบบ IoT นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นและสร้างระบบการเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะได้อย่างยั่งยืนในอนาคต</p> ณัฐวุฒิ เจริญสุข นภา พฤกษากิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-06 2026-10-06 15 3 e2507 e2507