วารสารวิชาการ ปขมท. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal <p>วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) จัดทำขึ้นโดยที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อันเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันและบังเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน</p> <p>ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานวิจัยสถาบัน เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลวิจัยและค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ 3) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ปขมท. นี้ จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (Peer review) ก่อน จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ โดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป) และผ่านความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการวารสาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double blind) และผู้ประเมินไม่อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียนบทความ (<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1dO_ncL-qJkkMCMQfy0OmLOEjrLcQGf36?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">CUAST Journal Template</a>) <img src="https://wjst.wu.ac.th/public/site/images/admin/newdata12.gif" alt="" /></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> 1. บทความวิจัย <br /> 2. บทความวิชาการ <br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong><br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ</strong><br /> 25-30 บทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) ไม่มีค่าธรรมเนียมการส่งบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในกระบวนการจัดการบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p><strong>หัวหน้าบรรณาธิการ</strong><br /> <a href="https://biography.oas.psu.ac.th/biography_management/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">ศาสตราจารย์ ดร.ปริศวร์ ยิ้นเสน</a> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี</p> <p><strong>สำนักพิมพ์</strong><br /> ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.)</p> <p><strong>หมายเหตุ</strong> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดค่าการตรวจความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม CopyCatch ผ่านเว็บไซต์ Thaijo สำหรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p> Council of University Administrative Staff of Thailand th-TH วารสารวิชาการ ปขมท. 1686-7777 แนวปฏิบัติที่มีผลกระทบสูงในการจัดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนในบริบทชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2218 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่มีผลกระทบสูง (High-Impact Practices: HIPs) ในกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนและยกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 HIPs คือกลยุทธ์การสอนและการเรียนรู้ที่ได้รับการพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วม การเรียนรู้เชิงลึก และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บทความนี้จะอภิปรายถึงที่มา หลักการสำคัญ และกลไกการทำงานของ HIPs รวมถึงยกตัวอย่างแนวปฏิบัติที่มีผลกระทบสูง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในห้องเรียน อาทิ การออกแบบบทเรียนร่วมกัน การส่งเสริมวาทกรรมการสนทนา การเขียนอย่างสม่ำเสมอ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ การเรียนรู้แบบร่วมมือ และการประเมินการสอนระหว่างทาง นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอ AKITA Action Model ในฐานะกรอบการปฏิบัติที่สนับสนุนการนำ HIPs ไปใช้ และเน้นย้ำถึงบทบาทของการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดขั้นสูงและเทคนิคเฉพาะ เช่น Think-Pair-Share ทั้งนี้ บทความจะชี้ให้เห็นถึงบทบาทของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการประยุกต์ใช้ HIPs อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย</p> มนตรี แย้มกสิกร วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-23 2026-06-23 15 2 e2218 e2218 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการกระบวนการลดหย่อนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกอย่างเป็นระบบ: กรณีศึกษาระบบงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศิริราช https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2037 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกระบวนการออกแบบ พัฒนา และประเมินผลระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานของงานสังคมสงเคราะห์ในการลดหย่อนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบใหม่กับระบบเดิม โดยมุ่งเน้นการลดภาระงานเอกสาร ลดระยะเวลาการอนุมัติ และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน กระบวนการพัฒนาเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาในกระบวนการเดิมที่อาศัยเอกสารและการประสานงานหลายขั้นตอน จากนั้นจึงดำเนินการเก็บความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละระดับ เพื่อนำมาพัฒนาระบบในรูปแบบ Web Application ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ติดตามสถานะคำขอ และควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม ผลจากการใช้งานระบบใหม่พบว่า ระยะเวลาในการอนุมัติคำขอลดหย่อนค่ารักษาพยาบาลลดลงจากเดิมที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง เหลือเพียงไม่เกินหนึ่งชั่วโมง พร้อมทั้งลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ระบบยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการภาครัฐอย่างยั่งยืน</p> รพี มณีงาม ศิริรัตน์ ชัยวร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 15 2 e2037 e2037 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ในการบริหารจัดการโครงการสารสนเทศ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1985 <p> ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) และระบบอัตโนมัติ (Automation) มีบทบาทสำคัญในการบริหารโครงการ โดยช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และทำให้การทำงาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยให้ผู้จัดการโครงการสามารถช่วยตัดสินใจ หรือคาดการณ์แนวโน้มของโครงการได้แม่นยำขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนที่ใช้แรงงานมนุษย์ในกระบวนการบริหารโครงการโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้จัดการโครงการบริหารโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระงานที่ไม่จำเป็น บทความทางวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการโครงการทางด้านสารสนเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ในยุคดิจิทัลที่การบริหารจัดการโครงการสารสนเทศ (IT Project Management) มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วความต้องการที่หลากหลาย และทรัพยากรที่จำกัด การนำปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริหารจัดการโครงการสารสนเทศจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินโครงการ</p> จุฑามาศ อยู่เจริญ กิตติศักดิ์ แก้วบุตรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-23 2026-06-23 15 2 e1985 e1985 การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาของแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2567 - 2570 ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2132 <p>มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ผ่านการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับสถาบัน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความเชื่อมโยงระหว่างแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2567 - 2570 กับ SDGs ในระดับยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ โครงการ ตัวชี้วัดหลัก (CKPIs) และตัวชี้วัดทั่วไป (KPIs) 2) จำแนกประเภทของความเชื่อมโยงเป็นความเชื่อมโยงโดยชัดแจ้ง (Explicit Linkage) และโดยนัย (Implicit Linkage) โดยใช้แนวทางการตีความตามบริบท (Contextual Interpretation) และ 3) ประเมินระดับความครอบคลุมและระดับความเน้นของ SDGs ที่ปรากฏในแผน พร้อมเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างการบูรณาการอย่างเป็นระบบ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์ความถี่เชิงปริมาณ (Frequency Analysis) ภายใต้กรอบแนวคิด SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย ผลการวิเคราะห์พบว่า 1) แผนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกับ SDGs จำนวน 11 จาก 17 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 64.7 โดย SDG 9, 4, 8, 17 และ 12 ปรากฏมากที่สุด ขณะที่ SDG 1, 2, 5, 6, 14 และ 15 ไม่ปรากฏเลย 2) ความเชื่อมโยงส่วนใหญ่เป็นแบบโดยนัย ปรากฏในระดับโครงการและตัวชี้วัดทั่วไปมากกว่าระดับ CKPIs และ 3) การบูรณาการ SDGs ยังขาดความชัดเจนเชิงระบบ จึงเสนอให้มหาวิทยาลัยพัฒนากลไกระดับสถาบัน กำหนด SDG Targets ในตัวชี้วัดหลัก ขยายขอบเขตสู่ SDGs ที่ยังไม่ปรากฏ และส่งเสริมการออกแบบโครงการตามกรอบ SDG Targets เพื่อยกระดับสู่ความเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> ชนภัทร แสนธิจักร์ ชลธิศ โลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-23 2026-06-23 15 2 e2132 e2132 การประยุกต์ใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1723 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จุดประสงค์หลักของการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ตอบสนองการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation) อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการทำงาน ลดระยะเวลาในการดำเนินการของกระบวนการจัดซื้อ วิธีนี้เป็นการใช้ข้อมูลดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษแบบดั้งเดิม ซึ่งสร้างปัญหาในเรื่องความล่าช้า ความผิดพลาด และความยุ่งยากในกระบวนการตรวจสอบ การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดความผิดพลาดในกระบวนการทำงาน แต่สามารถลดความซ้ำซ้อนของเอกสาร เพิ่มความสะดวกในการติดตามสถานะใบสั่งซื้อโดยเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน และเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดซื้อที่ช่วยลดต้นทุนด้านทรัพยากรทั้งเวลาและแรงงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในองค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในระบบงาน การใช้ลายเซ็นและใบสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์ช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริต รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญจะไม่สูญหายหรือถูกแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต</p> กาญจนา งามวงศ์ ศิริพร สิริสุวัณโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 15 2 e1723 e1723 การวิเคราะห์สีในการสื่อสารทางการเมือง: ผลกระทบต่อการรับรู้และพฤติกรรมการเลือกตั้ง https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2290 <p>การใช้สีในการสื่อสารทางการเมืองมีอิทธิพลที่น่าสนใจและลึกซึ้งต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งและการรับรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทความนี้พยายามเจาะลึกเข้าไปในจิตวิทยาสีและวิธีที่สีต่างๆ ถูกใช้เพื่อกระตุ้นและแนะนำพฤติกรรมของผู้เลือกตั้งในเวทีการเมือง โดยการศึกษากรณีจากหลากหลายการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการวิเคราะห์อย่างรอบด้านทั้งจากวรรณกรรมทางวิชาการและแคมเปญการเมืองจริง บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าสีมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการสร้างภาพลักษณ์และข้อความทางการเมือง ตั้งแต่การเพิ่มการจดจำผู้สมัครไปจนถึงการส่งเสริมความน่าเชื่อถือและการปลูกฝังความรู้สึกเฉพาะต่อพรรคหรือนโยบาย นอกจากนี้ บทความนี้ยังเสนอวิธีการที่นักการเมืองและนักวางแผนแคมเปญสามารถใช้สีเป็นเครื่องมืออย่างมีประสิทธิผลในการสื่อสารทางการเมือง โดยการเลือกสีที่เหมาะสมสามารถกระตุ้นความรู้สึกและการตอบสนองที่ต้องการจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ การเข้าใจนี้ไม่เพียงช่วยให้การหาเสียงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในการวางกลยุทธ์การสื่อสารที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและการวางแผนที่ดีเพื่อสร้างผลกระทบระยะยาวต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน บทความนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจในการวิเคราะห์ทางการเมืองและการสื่อสารทางการเมือง และเป็นทรัพยากรที่จะมีประโยชน์สำหรับการพัฒนาการวิจัยและประยุกต์ใช้ในอนาคต</p> สันติภาพ เพิ่มมงคลทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-07 2026-07-07 15 2 e2290 e2290 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดความเครียด พฤติกรรมการจัดการความเครียดในยุคความปกติใหม่ ของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1849 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดความเครียด, พฤติกรรมการจัดการความเครียด และระดับความเครียดเปรียบเทียบกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในยุคความปกติใหม่ ของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1/2567 คัดเลือกตามระดับชั้นอย่างเป็นสัดส่วน จำนวน 437 คน ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่านการแสกน QR code ที่แจกให้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS สถิติที่ใช้ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตัวต่อตัว จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียด ได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว : เมื่อต้องสูญเสียบุคคลสำคัญในครอบครัว (x̄ = 4.17, S.D. = .968) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ : สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงมากขึ้น (x̄ = 3.11, S.D. = .986) และปัจจัยด้านการเรียน : ผลการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ (x̄ = 3.01, S.D. = .997) ตามลำดับ 2) พฤติกรรมการจัดการความเครียดที่นิยมปฏิบัติและช่วยลดความเครียดมากที่สุดคือ การทำกิจกรรมสร้างความบันเทิง ร้อยละ 99.8 (x̄ = 4.24 , S.D. = .991) รองลงมาคือ นอนหลับ อยู่บ้านทำกิจกรรมต่าง ๆ กับครอบครัว (x̄ = 4.10 , S.D. = .972) และพักผ่อนหย่อนใจตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (x̄ = 4.04 , S.D. = .988) ตามลำดับ 3) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.92 มีความเครียดอยู่ในระดับสูง เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียดมากที่สุด คือ ไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ (x̄ = 3.41, S.D. = .976) โดย อายุ และชั้นปี (R = .163, R Square = 26.00%) กับปัจจัยด้านครอบครัว ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสัมพันธภาพ และด้านการเรียน (R = .606, R Square = 36.70%) ส่งผลทางบวกกับระดับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ส่วนพฤติกรรมการจัดการความเครียดส่งผลทางบวกต่อระดับความเครียดอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ข้อเสนอแนะ ควรนำปัจจัยด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเรียน ไปใช้ในการทำแบบทดสอบคัดกรองภาวะเครียดของนิสิตอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการแก้ไขปัญหาความเครียดในเบื้องต้น ควรจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเรียน สร้างความบันเทิง สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ และส่งเสริมสุขภาพ เพื่อช่วยลดความเครียดให้กับนิสิตต่อไป</p> พิมผกา ไชยยาเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-15 2026-06-15 15 2 e1849 e1849 ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2298 <p>สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในสาขาพยาบาลศาสตร์ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ทางทฤษฎีและการปฏิบัติจริง การมีสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต และห้องสมุด และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจจำแนกตามชั้นปีการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์บัณฑิต ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 241 คน ได้จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้สูตรคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยเป็นแบบเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับ “มาก” (x̄ = 4.17, S.D. = 0.62) โดยด้านห้องปฏิบัติการมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านห้องเรียน และด้านห้องสมุด ส่วนด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่อยู่ในระดับมากเช่นกัน ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจจำแนกตามชั้นปีการศึกษาพบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &gt; 0.05) แสดงให้เห็นว่านักศึกษาทุกชั้นปีมีความพึงพอใจใกล้เคียงกัน และคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานีมีการจัดการสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม</p> กรกช สวัสดิ์ชูแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-09 2026-07-09 15 2 e2298 e2298 การพัฒนาชุดทดลองทัศนศาสตร์ไมโครเวฟพื้นฐาน โดยวิธีวิศวกรรมย้อนรอย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2176 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดทดลองทัศนศาสตร์ไมโครเวฟพื้นฐานสำหรับระดับปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์และวิศวกรรม โดยประยุกต์ใช้วิศวกรรมย้อนรอยร่วมกับอุปกรณ์ราคาประหยัดและมือสองเช่น Gunn diode ชุดทดลองประกอบด้วยวงจรแหล่งจ่ายไฟ วงจรขยายสัญญาณ Gunn oscillator สายอากาศแบบฮอร์น และ diode detector โดยประเมินประสิทธิภาพผ่านการทดลองหาค่าความยาวคลื่นและศึกษาสมบัติการโพลาไรเซชันของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถสร้างสัญญาณไมโครเวฟความถี่เฉลี่ย 9.2 ± 0.3 GHz และมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 3.0 ถึง 3.4 cm โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์เฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณตามมุมเกรตติงยังสอดคล้องกับทฤษฎีทางฟิสิกส์ ซึ่งยืนยันความเหมาะสมของชุดทดลองสำหรับการเรียนการสอน</p> นัฐชยพงศ์ ธีรัชตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2176 e2176 ความสัมพันธ์ของการรับรู้ประโยชน์ และความง่ายในการใช้งาน กับทัศนคติการใช้งาน โปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ กรณีศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1983 <p>งานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ประโยชน์ และความง่ายในการใช้งาน กับทัศนคติการใช้งานโปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ กรณีศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ เปรียบเทียบทัศนคติการใช้งานโปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และทัศนคติการใช้งานโปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ จากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ คณาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ที่เบิกค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ จำนวน 23 คน โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test ANOVA Pearson Correlation อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยการรับรู้ความง่าย ในการใช้งานในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และทัศนคติต่อการใช้งานในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด การรับรู้ประโยชน์ กับความง่ายในการใช้งาน การเปรียบเทียบทัศนคติต่อการใช้งานโปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัย พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และทัศนคติต่อโปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานสอนของคณาจารย์ประจำ มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ ทั้งนี้โปรแกรมเบิกจ่ายค่าสอนเกินภาระงานมีความเหมาะสมทั้งในด้านประโยชน์ การใช้งาน และได้รับการยอมรับจากคณาจารย์ ซึ่งส่งผลดีต่อการบริหารจัดการในสถาบันอุดมศึกษา และควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านฟีเจอร์เพิ่มเติมหรือการสนับสนุนผู้ใช้งานที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล รวมถึงขยายการใช้งานสู่คณะและหน่วยงานอื่นต่อไป</p> <p><strong> </strong></p> บงกช แก้วคีรี ธรรญชนก ขนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-23 2026-06-23 15 2 e1983 e1983 การพัฒนาความสามารถของครูด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์: กรณีศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษนอกระบบจังหวัดจันทบุรี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1324 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของครูการศึกษานอกระบบ ศูนย์การศึกษาพิเศษนอกระบบจังหวัดจันทบุรี ต่อโครงการฝึกอบรมแบบผสมผสานวิธี เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ด้วย AI ของครูก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ และ 3) เสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูการศึกษานอกระบบจำนวน 26 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการออกแบบการเรียนรู้ด้วย AI ก่อนและหลังอบรม และแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหาด้วยค่า IOC ระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.95 รวมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เพื่อเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีความพึงพอใจต่อโครงการอบรมในระดับสูงถึงมากที่สุด ทั้งด้านปฏิกิริยา ผลการเรียนรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ 2) คะแนนความสามารถด้านการออกแบบการเรียนรู้ด้วย AI หลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) และ 3) แนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในงานสอนควรเน้นการสร้างสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เรียน การพัฒนาหลักสูตรแบบผสมผสาน และการสร้างชุมชนการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การฝึกอบรมแบบผสมผสานวิธีช่วยยกระดับความสามารถและความมั่นใจของครูในการออกแบบการเรียนรู้ด้วย AI และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษานอกระบบได้อย่างยั่งยืน</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e1324 e1324 ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพองค์กรและความผูกพันในงาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2220 <p>สุขภาพขององค์กรที่ดีอาจนำไปสู่ความผูกพันในงานและผลลัพธ์การทำงานที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับสุขภาพองค์กรและระดับความผูกพันในงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพองค์กรและความผูกพันในงาน ของบุคลากรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยกลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 380 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ด้วยเทคนิคการคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มีค่าระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และตรวจสอบความเชื่อมั่น โดยทั้งฉบับมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.966 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า สุขภาพองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<em>x̄ </em>= 3.92, S.D. = 0.88) โดยมิติที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีขวัญและกำลังใจ (morale) รองลงมาคือ การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม (resource utilization) ส่วนมิติที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความสามารถในการแก้ไขปัญหา (problem solving adequacy) ด้านความผูกพันในงานในภาพรวมอยู่ในระดับสูงเช่นกัน (x̄ = 4.23, S.D. = 0.85) โดยมิติที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ความเต็มใจอุทิศตนให้กับงาน (dedication) ทั้งนี้ พบว่าสุขภาพองค์กรมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความผูกพันในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.711, <em>p</em> &lt; 0.001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สุขภาพองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความผูกพันในงานของบุคลากร ทั้งนี้ การส่งเสริมสุขภาพองค์กรในหลากหลายมิติที่ส่งผลต่อความผูกพันในงาน เช่น การให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของบุคลากร ซึ่งเป็นมิติที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด โดยกำหนดให้เป็นนโยบาย เช่น การจัดสวัสดิการที่ครอบคลุมและเหมาะสม การยอมรับในผลงาน และการชมเชย จะช่วยส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและจูงใจบุคลากรให้เกิดความผูกพันในงาน ในขณะเดียวกันควรดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหาและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระดับองค์กร อีกทั้งการมีทรัพยากรที่เหมาะสม เสริมสร้างความร่วมมือและความสามัคคี จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความผูกพันในงานของบุคลากรอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายภายในมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> <p> </p> ดนัย คงอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2220 e2220 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ SEO ของเว็บไซต์เพื่อการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ กรณีศึกษากองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2073 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิภาพ SEO ของเว็บไซต์ 2) จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการปรับปรุง SEO ของเว็บไซต์ และ 3) แนวทางการพัฒนาเชิงกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ SEO ของเว็บไซต์ โดยการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2567 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จำนวน 148,142 ราย จากข้อมูลผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์โดยเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ Google Search Console และ Google Analytic พิจารณาจาก 5 ด้านหลักประกอบด้วย ประสิทธิภาพคำหลัก, ประสิทธิภาพปริมาณการเข้าชมแบบออร์แกนิก, ประสิทธิภาพด้าน Technical SEO, ประสิทธิภาพด้าน On-page SEO และประสิทธิภาพด้าน Off-page SEO สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของ SEO เพื่อประเมินประสิทธิภาพในแต่ละด้าน จุดแข็ง จุดอ่อน และเสนอแนวทางการปรับปรุงเชิงกลยุทธ์ ผลการวิจัยพบว่า เว็บไซต์มีคำหลัก (Keyword) ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีคำหลักติดอันดับ Google Search มากกว่า 1,000 คำ คำหลักที่ติดอันดับหนึ่ง อาทิ ทุนมหิดล, กยศ มหิดล ซึ่งมีอัตราการคลิกผ่าน (CTR) สูงอยู่ในช่วง 65.9 - 79.0 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความสอดคล้องของเนื้อหากับเจตนาการค้นหาของผู้ใช้งาน ในด้านประสิทธิภาพปริมาณการเข้าชมแบบออร์แกนิก เว็บไซต์สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้รวม 148,142 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าชมใหม่ ซึ่งแสดงถึงการเติบโตและการขยายฐานผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องผ่าน Search Engine โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าหลัก, ทุนการศึกษา และวินัยนักศึกษา เป็นหน้าที่มีการเข้าชมสูงสุด สำหรับประสิทธิภาพด้าน Technical SEO ด้าน On-page SEO แสดงผลลัพธ์ที่ดี โดยมีหน้าที่ได้รับการจัดประเภทเป็น Good Page Experience สะท้อนถึงการจัดการโครงสร้างเนื้อหา, การใช้คำหลัก, Title Tag และ Meta Description ที่มีประสิทธิภาพ ส่วนประสิทธิภาพด้าน Off-page SEO มีจุดแข็งที่สำคัญคือการได้รับลิงก์ย้อนกลับ (Backlinks) คุณภาพสูงจำนวน 248,154 ลิงก์ จาก www.mahidol.ac.th ซึ่งเป็นโดเมนที่มีค่าอำนาจโดเมน (Domain Authority) สูงมากช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์</p> ธารีย์ณิชา ลีพีรวิทิต ปเนต กุลฉันท์วิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 15 2 e2073 e2073 การประเมินและติดตามผลการนำผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้านของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรใหม่ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1858 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ2) เพื่อประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ 5 ด้านของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยใช้วิธีการศึกษา คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพได้ศึกษา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นนำผลที่ได้มาพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีตรวจสอบรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินผลการติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจงจำนวน 70 คน คือ ผู้บริหารด้านวิชาการระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตจำนวน 13 หลักสูตรๆละ 5 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินผลการใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ในการปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรใหม่ในด้านต่าง ๆ ตามรูปแบบของซิปป์ (CIPP Model) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ (PBRU DNA) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้(Knowledge) ด้านทักษะ(Skills) ด้านจริยธรรม(Ethics) ด้านลักษณะบุคคล (Character) ด้านอัตลักษณ์เฉพาะวิชาชีพ/ศาสตร์เฉพาะ (Professional Identity) ซึ่งเป็นการคิดค้นความเป็นอัตลักษณ์ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยผ่านการประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 5 ประเภท ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่า และผู้ใช้บัณฑิต มีความคิดเห็นเห็นด้วยร้อยละ 98.20 จากนั้นได้นำผลลัพธ์การเรียนรู้ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตโดยพิจารณาจากการประเมินด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ผลประเมินภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก (x̄ = 4.39, S.D = 0.549) </p> น้ำฝน แสงอรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-10 2026-07-10 15 2 e1858 e1858 การประเมินความต้องการจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2336 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้มาโดยการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสูตร Yamane ได้แก่ นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชั้นปีที่ 1 - 4 จำนวน 290 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามที่มีการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ในการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน <em>ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา</em> ทั้ง 2 สภาพ คือ สภาพปัจจุบัน และสภาพความคาดหวัง ผลการวิจัย เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า สภาพปัจจุบัน คะแนนในภาพรวมความต้องการจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิตอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านประโยชน์ในการจัดกิจกรรมของนิสิตมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านการดำเนินการจัดกิจกรรมของนิสิต ทั้ง 2 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับด้านลักษณะการจัดกิจกรรมนิสิตมีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ในระดับมาก สภาพความคาดหวัง คะแนนในภาพรวมความต้องการจำเป็นต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านประโยชน์ในการจัดกิจกรรมของนิสิต มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ด้านการดำเนินการจัดกิจกรรมของนิสิต สำหรับด้านลักษณะการจัดกิจกรรมนิสิต มีคะแนน เฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน </p> เพาพะงา จิตต์สวาสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-07 2026-07-07 15 2 e2336 e2336 การออกแบบและสร้างเครื่องขยายสัญญาณแบบล็อกอินต้นทุนต่ำสำหรับการทดลองทางฟิสิกส์ในห้องปฏิบัติการระดับปริญญาตรี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2177 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบและสร้างเครื่องขยายสัญญาณแบบล็อกอินชนิดเฟสคู่ (Dual-Phase Lock-in Amplifier) ที่มีโครงสร้างเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ระดับปริญญาตรี วงจรหลักประกอบด้วยวงจรขยายสัญญาณขั้นต้น วงจรเลื่อนเฟส และวงจรกรองความถี่ต่ำผ่านแบบแอคทีฟลำดับที่สี่ โดยใช้ไอซี AD630 เป็นองค์ประกอบสำคัญของวงจรตรวจจับเฟส ระบบควบคุมใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino UNO รุ่น R3 และจอ LCD การประเมินประสิทธิภาพของเครื่องมือทำโดยการวัดความถี่สั่นพ้องของวงจรอนุกรม RLC ด้วยตัวต้านทานสองค่า (30 Ω และ 100 Ω) ผลการทดลองแสดงความแม่นยำและประสิทธิภาพของวงจรที่พัฒนาขึ้น โดยความถี่ที่วัดได้มีความคลาดเคลื่อนจากค่าทฤษฎีน้อยกว่าร้อยละ 2 และค่ามุมเฟสคลาดเคลื่อนเพียงร้อยละ 0.02 เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับการวิจัยที่ต้องการวัดสัญญาณขนาดเล็ก อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นสื่อการสอนในห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัย และสามารถประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมที่ต้องการวัดสัญญาณรบกวนต่ำ ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่าและโครงสร้างที่สามารถปรับปรุงได้ง่าย</p> นัฐชยพงศ์ ธีรัชตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-23 2026-06-23 15 2 e2177 e2177 การศึกษาเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ปัญหาการแปลหนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษ กรณีศึกษา: หนังสือรับรองการปฏิบัติงาน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1711 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาการแปล หนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษ กรณีศึกษาหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการแปลหนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษ 2) สังเคราะห์หาแนวทางการแก้ไขในการแปลหนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษที่ดี โดยการออกหนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษ มีความสำคัญจำเป็นที่จะต้องให้บุคลากรสายสนับสนุนที่เชี่ยวชาญ และชำนาญการด้านภาษาเป็นผู้ออกหนังสือ 3) เพื่อพัฒนาต้นแบบของแบบฟอร์มมาตรฐานหนังสือภายนอกฉบับภาษาอังกฤษ สำหรับใช้ในการรับรองการปฏิบัติงานของบุคลากรทั้งที่ยังปฏิบัติงาน (Active) และอดีตบุคลากร (Non-active) เพื่อช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำหนังสือราชการภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย จากการศึกษาหนังสือรับรองการปฏิบัติงานที่ออกในปีงบประมาณ 2567 รวมทั้งสิ้น 317 ฉบับ พบว่ามีข้อผิดพลาดต้องส่งคืนแก้ไขจำนวน 48 ฉบับ ปัญหาที่พบมีทั้งด้านโครงสร้างทางวากยสัมพันธ์ เช่น การใช้คำ (Word Choice) กาล (Tense) วาจก (Voice) การใช้เครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation) ข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human error) และปัญหาทางปฏิบัติการ โดยข้อผิดพลาดสูงสุดคือ การใช้คำ (Word Choice) คิดเป็นร้อยละ 61.53 รองลงมาคือ การใช้กาล (Tense) ร้อยละ 53.84 การใช้วาจก (Voice) ร้อยละ 19.23 ความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human error) ร้อยละ 11.53 และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation) ร้อยละ 7.69 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดแนวทางแก้ไข เพื่อพัฒนาความสามารถด้านภาษาของบุคลากร พร้อมทั้งวางแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มคุณภาพของการแปลหนังสือภายนอกภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในการติดต่อกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ</p> เหมพัสสิริ หว่างพัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-08 2026-06-08 15 2 e1711 e1711 การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อความเข้าใจ (MOU) ที่มีประสิทธิภาพ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2241 <p>การศึกษา เรื่อง การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อความเข้าใจ (MOU) ที่มีประสิทธิภาพนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดทำ MOU และ พัฒนาแนวทางในการจัดทำ MOU ให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 5 คน ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยกระบวนการวิเคราะห์แก่นสาระ 6 ขั้นตอน (Thematic Analysis) คือ 1) การทำความคุ้นเคยกับข้อมูล (Familiarization with the data) 2) การกำหนดรหัสให้กับข้อมูล (Generating initial codes) 3) การหาแก่นสาระ (Theme) 4) ขั้นตอนการตีความ (Interpret) 5) การกำหนดใจความสำคัญและตั้งชื่อแก่นสาระ (Defining and naming themes) และ 6) การเขียนรายงาน (Data Reporting) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดทำ MOU มี 6 ประการ ได้แก่ เป้าหมายขององค์กร ทรัพยากร ความร่วมมือทางวิชาการ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ความเปลี่ยนแปลง และ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล นอกจากนี้ การจัดทำ MOU ระหว่างส่วนงานจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด หน่วยงานจำเป็นต้อง 1) วิเคราะห์อัตลักษณ์ขององค์กรและตั้งเป้าหมายขององค์กรให้ชัดเจน 2) ทบทวน MOU ที่มีอยู่ในปัจจุบันและผลักดันให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือร่วมกัน 3) จัดทำแผนการการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมกำหนดผู้บริหาร/บุคลากรผู้รับผิดชอบ 4) จัดประชุม/สัมมนาเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล (Personal Connection) เป็นความสัมพันธ์ระดับองค์กร (Institutional Connection) 5) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานและการสื่อสารภายในองค์กร 6) พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานให้แก่บุคลากรในองค์กร 7) จัดทำแผนวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p> สุภีฤทัย บัวแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-05 2026-07-05 15 2 e2241 e2241 การสำรวจความพึงพอใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์การในสถาบันการศึกษา ด้านสัตวแพทยศาสตร์: กรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1948 <p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ และความผูกพันของบุคลากรที่มีต่อองค์กร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 80 คน เก็บข้อมูลโดย แบบสำรวจความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ และความผูกพันของบุคลากรต่อการดำเนินงานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการปฏิบัติงาน ด้านการจัดการข้อร้องเรียน ด้านช่องทางการสื่อสารภายในคณะ ด้านการเผยแพร่ข่าวสาร และด้านอาคารสถานที่และความปลอดภัย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ และความผูกพันของบุคลากร ที่มีต่อองค์กร โดยภาพรวม ทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก โดยที่ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข่าวสาร (μ = 3.85, σ = 0.84) รองลงมาคือ ด้านช่องทางการสื่อสาร (μ = 3.79, σ = 0.94) ด้านการปฏิบัติงาน (μ = 3.74, σ = 0.92) ด้านอาคารสถานที่และความปลอดภัย (μ = 3.45, σ = 1.00) และด้านการจัดการข้อร้องเรียน (μ = 3.44, σ = 1.03) จุดที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดการข้อร้องเรียน ความปลอดภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมในอนาคต</p> ณญาดา อินทสโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 15 2 e1948 e1948 การสร้างกันน์ออสซิลเลเตอร์ย่านความถี่ X เพื่อการศึกษา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2189 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกันน์ออสซิลเลเตอร์ (Gunn oscillator) ย่านความถี่ X ที่ปรับความถี่ได้ สำหรับการศึกษาและทดลองทางไมโครเวฟ อุปกรณ์ทำงานบนหลักการปรับโพรงเรโซแนนซ์ (resonant cavity perturbation) โดยใช้วัสดุไดอิเล็กทริกเป็นตัวเปลี่ยนสนามไฟฟ้าในโพรง ผลการทดสอบแสดงว่าอุปกรณ์ต้นแบบสามารถปรับความถี่ได้ในช่วง 11.1034 ถึง 13.0345 GHz (จากการทดลองเลื่อนหาจุดต่ำสุดของคลื่นนิ่ง) และช่วงการปรับด้วยวัสดุไดอิเล็กทริกหลักอยู่ที่ 11.865 ถึง 12.355 GHz วัสดุที่ใช้ทดสอบได้แก่ Polytetrafluoroethylene (PTFE, เทฟลอน), Polyvinyl chloride (PVC, พีวีซี) และ Polymethyl methacrylate (PMMA, อะคริลิก) โดยอะคริลิกแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างตำแหน่งการแทรกกับความถี่ได้ดีที่สุด อุปกรณ์นี้จึงมีศักยภาพสูงสำหรับการประยุกต์เป็นชุดทดลองด้านทัศนศาสตร์ไมโครเวฟและเทคโนโลยีการสื่อสารคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</p> นัฐชยพงศ์ ธีรัชตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2189 e2189 การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning สำหรับการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ: กรณีศึกษาภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2004 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการใช้งานเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการของภาควิชา เภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพัฒนาสื่อการเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือวิทยาศาสตร์ผ่านระบบ E-learning รวมถึงประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก นิสิตแลกเปลี่ยน และนักวิจัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน การประเมินประสิทธิภาพผ่านด้วยแบบทดสอบก่อน–หลังเรียน และการประเมินความพึงพอใจด้วยแบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้งานเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ข้อจำกัดในการติดต่อเจ้าหน้าที่ในช่วงวันหยุดหรือนอกเวลาราชการ ความต้องการแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ระบบแจ้งปัญหาที่สะดวก และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้งานและการดูแลเครื่องมือ หลังจากพัฒนาสื่อการเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning Google Classroom พบว่า ผู้ใช้งานมีผลการทดสอบในระดับที่น่าพอใจ โดยสามารถผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ครั้งแรกร้อยละ 75 ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพของสื่อ ส่วนการประเมินความพึงพอใจได้คะแนนเฉลี่ย 4.34 แสดงถึงความพึงพอใจในระดับมาก แม้คะแนนเฉลี่ยจะไม่เพิ่มขึ้นหลังปรับปรุงสื่อ แต่มีความสม่ำเสมอ แม้ว่าคะแนนเฉลี่ยจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่า สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม ควรมีการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุงเนื้อหาแบบประเมินความพึงพอใจให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เพื่อให้สื่อการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> บงกช ทรัพย์เมฆ อัญชลี นันตี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2004 e2004 เสียงสะท้อนจากนักวิจัย: สู่การพัฒนากระบวนการทุนวิจัยมุ่งเป้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2289 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่มุ่งศึกษากระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้าของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีการดำเนินการวิจัยเริ่มต้นจากยื่นขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นทบทวนเอกสารและข้อมูลทุติยภูมิย้อนหลัง 3–5 ปี ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ประกาศ และแนวทางการให้ทุนวิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงระบบในการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างของกระบวนการเดิม ผลจากการทบทวนดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กระบวนการพิจารณาทุนวิจัย ประสบการณ์และความคิดเห็นของนักวิจัย และความคาดหวังต่อกระบวนการพิจารณาทุนในอนาคต แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการวิเคราะห์ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence: IOC) เพื่อคัดเลือกข้อคำถามที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก่อนนำไปทดสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เมื่อได้เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพแล้ว จึงจัดส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์ตรงในการยื่นขอรับทุนวิจัยมุ่งเป้า และนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญในการศึกษาเรื่องนี้มี 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการพิจารณาขอรับทุนวิจัยมุ่งเป้า และ (2) เพื่อศึกษาความคาดหวังต่อกระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้าสามารถจำแนกออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ด้านการพิจารณาอนุมัติทุน ซึ่งมีข้อจำกัดจากระยะเวลาการพิจารณาที่ยาวนานและขั้นตอนที่ซับซ้อน ส่งผลให้นักวิจัยต้องปรับแก้ข้อเสนอโครงการหลายครั้ง (2) ด้านการยื่นขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและใช้ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างมาก และ (3) ด้านการทำสัญญาและการเบิกจ่ายเงินทุน โดยแม้ว่าขั้นตอนการทำสัญญาจะมีความรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการวิจัย นอกจากนี้ ในส่วนของความคาดหวังและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา นักวิจัยได้สะท้อนมุมมองที่ต้องการเห็นการปรับปรุงกระบวนการบริหารทุนวิจัยในหลายมิติ โดยในด้านการออกแบบกระบวนการ นักวิจัยคาดหวังให้กระบวนการพิจารณามีความยืดหยุ่น โปร่งใส และเป็นธรรม คณะกรรมการควรมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบท ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และลักษณะเฉพาะของงานวิจัยในแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเท่าเทียม อีกทั้งมีข้อเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลา โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาตั้งแต่การยื่นข้อเสนอจนถึงการอนุมัติทุนไม่ควรเกิน 3 เดือน เพื่อเอื้อต่อการดำเนินโครงการวิจัยได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สามารถยื่นขอรับทุนต่อเนื่องได้ก่อนโครงการเดิมสิ้นสุด เพื่อรักษาความต่อเนื่องของงานวิจัย ในด้านนโยบายการสนับสนุน นักวิจัยเสนอให้คณะฯ ให้ความสำคัญกับโครงการวิจัยที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบเชิงนโยบาย (Policy Impact) และงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อตอบโจทย์สังคม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในระยะยาวและไม่ควรถูกละเลย นอกจากนี้ ควรมีการเปิดกว้างด้านประเด็นวิจัย โดยไม่จำกัดเพียงหัวข้อที่สอดคล้องกับนโยบายเท่านั้น แต่ควรพิจารณาสนับสนุนโครงการที่มีเหตุผลทางวิชาการและศักยภาพเชิงคุณค่าอย่างชัดเจนควบคู่กันไป ข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักวิจัยในการมีระบบบริหารจัดการทุนวิจัยที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสามารถสนับสนุนศักยภาพของนักวิจัยได้อย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าสำหรับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการนำไปใช้พัฒนากระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัยให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของนักวิจัยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p> เยาวณีย์ ชูขำ ฐนัชตา นันทดุสิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-09 2026-07-09 15 2 e2289 e2289 กิจกรรมการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเปราะบางในครัวเรือน ตำบลตาลีอายร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2137 <p>กลุ่มเปราะบางเป็นผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาปัญหาด้านสุขภาวะ และ 2) สำรวจความต้องการกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในกลุ่มเปราะบาง การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 168 คน ประกอบด้วย เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่ม จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (triangulation) พร้อมทั้งจัดหมวดหมู่ข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบการอธิบายเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบางในกลุ่มเด็กและเยาวชน ได้แก่ การขาดความรู้และความตระหนักในการดูแลสุขภาพ การเผชิญกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในตนเอง รวมถึงปัญหาที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ส่วนในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่ามีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวและความเสื่อมถอยของร่างกาย รวมทั้งปัญหาด้านจิตใจ เช่น ความรู้สึกด้อยคุณค่า ความท้อแท้ และความรู้สึกว่าเป็นภาระของครอบครัว 2) ความต้องการกิจกรรมของกลุ่มเปราะบาง พบว่า มีความต้องการกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ การจัดกิจกรรมสันทนาการและการออกกำลังกาย การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และการเตรียมความพร้อมด้านคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ</p> จิรัชยา เจียวก๊ก อนุพนธ์ อุมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2137 e2137 ต้นทุนและความยั่งยืนในห้องปฏิบัติการ: การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยและจุดคุ้มทุนของบริการเครื่องมือ Zetasizer และ UV-Vis DRS กรณีศึกษาศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ สจล. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1956 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยและจุดคุ้มทุนของการให้บริการวิเคราะห์ด้วยเครื่องวัดขนาดอนุภาคนาโนและค่าศักย์ซีต้า (Zetasizer) และเครื่องวัดคุณสมบัติของแสง (UV-Vis DRS) ณ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเก็บข้อมูลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และใช้แนวทางการวิเคราะห์ต้นทุนตามพฤติกรรมต้นทุน ทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรผลการวิจัยพบว่า เครื่อง Zetasizer มีต้นทุนรวม 291,788.37 บาท และต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 2,026.31 บาท (หรือ 902.75 บาท ไม่รวมค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์) ขณะที่เครื่อง UV-Vis DRS มีต้นทุนรวม 170,185.69 บาท และต้นทุนต่อหน่วย 437.50 บาท (หรือ 306.90 บาท ไม่รวมค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์) จุดคุ้มทุนทางการเงินของการให้บริการแสดงให้เห็นว่าต้องให้บริการขั้นต่ำ 130 ตัวอย่าง (Zetasizer) และ 399 ตัวอย่าง (UV-Vis DRS) ต่อปีในกรณีผู้ใช้จากหน่วยงานราชการ และ 109 ตัวอย่าง (Zetasizer) และ 272 ตัวอย่าง (UV-Vis DRS) ต่อปีในกรณีผู้ใช้งานจากเอกชน จึงจะครอบคลุมต้นทุนเงินสด การเปรียบเทียบต้นทุนต่อหน่วยกับอัตราค่าบริการที่เรียกเก็บจริง ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการขาดทุนหากไม่มีการกำหนดราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะในบริบทของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐซึ่งต้องบริหารต้นทุนอย่างอิสระและยั่งยืน ดังนั้น ผลการศึกษาชี้ชัดว่าอัตราค่าบริการปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะต้นทุนค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในการทบทวนนโยบายการตั้งราคาเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว</p> วีรยุทธ อินบุญมา ธนาภรณ์ มาศวรรณา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 15 2 e1956 e1956 ความพร้อมของศิษย์เก่าในการสนับสนุนพันธกิจของคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2202 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมของศิษย์เก่าต่อการสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกิจของคณะเศรษฐศาสตร์ ประกอบด้วย การจัดการศึกษา การวิจัย และบริการวิชาการ ข้อมูลที่ใช้ถูกเก็บจากแบบสอบถามด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยมีกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2507 - 2559 จำนวน 10,099 คน และ 385 คน ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าศิษย์เก่ามีความพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกิจของคณะหลายประเด็นครอบคลุมทั้งการจัดการศึกษา การวิจัย และบริการวิชาการ โดยลักษณะของศิษย์ที่มีความพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะมากที่สุดเป็นกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 40 ปี มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาท หรือบางคนอาจมีรายได้เกิน 100,000 บาท โดยส่วนใหญ่ทำงานเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชน อย่างไรก็ดี การประชาสัมพันธ์และจัดทำโครงการเพื่อให้ศิษย์เก่าเข้ามามีส่วนร่วมยังต้องได้รับการพัฒนา รวมไปถึงการปรับปรุงหลักสูตรที่เน้นทักษะการทำงานจริงและการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพให้มากขึ้น และจัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะให้แก่ศิษย์เก่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการเป็นกำลังสำคัญให้ศิษย์เก่ากลับมาสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกิจของคณะเศรษฐศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p> ดาเรศ เงาเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-05 2026-07-05 15 2 e2202 e2202 การบริหารงานพัสดุและแนวทางพัฒนางานพัสดุของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2015 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานพัสดุ และ (2) หาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ บุคลากรคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 59 คน โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุใน 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การจัดหา การบำรุงรักษา และการจำหน่ายพัสดุ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มงาน และเจ้าหน้าที่พัสดุ จำนวน 13 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานพัสดุโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการวางแผน พบว่าขาดการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความต้องการและแผนการใช้งานพัสดุอย่างเป็นระบบ ขณะที่ด้านการจัดหา มีข้อจำกัดในกระบวนการตรวจสอบความต้องการจริงและระยะเวลาในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนด้านการบำรุงรักษา พบว่ามีการเก็บรักษาและบันทึกข้อมูลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และในด้านการจำหน่าย พบว่ายังไม่มีการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ชัดเจนและสอดคล้องกับระเบียบราชการ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาที่สำคัญ เช่น ขาดบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทาง ขาดระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และขาดการประเมินผลการบริหารงานพัสดุอย่างเป็นระบบ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกสามารถสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาคู่มือปฏิบัติงาน การจัดอบรมบุคลากร การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการพัสดุ และการติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> ธัญญธร พัวพิทยาธร ลลิตตา หินเทา มธุรดา สิงสุธรรม นิรมล จำนงศรี อนันต์ แพงจันทร์ ศศิธร เทียมมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-06 2026-07-06 15 2 e2015 e2015 การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct Cost) ของโครงการวิจัยทางคลินิกที่ได้รับทุนจากแหล่งทุนภายนอกประเภทรับจ้างวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ในงบประมาณปี 2562 - 2567 เพื่อวางแผนงบประมาณเงินทุนวิจัยที่จะให้ทุนวิจัยต่อเนื่องในอนาคต https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1839 <p>มหาวิทยาลัยมหิดลมีแผนตามยุุทธศาสตร์ ในการสนับสนุุนงานวิจัยเฉพาะสาขาและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป้าหมายที่ 3 (Sustainable Development Goal 3) ซึ่งการวิจัยทางคลินิกอยู่ในเป้าหมายดังกล่าว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณการใช้จ่ายเงินแยกตามสาขา/ประเภทการวิจัยทางคลินิก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์รวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการดำเนินการวิจัย ที่ได้รับทุนจากแหล่งทุนภายนอก ภาคเอกชน ประเภทรับจ้างวิจัย ในปีงบประมาณ 2562 - 2567 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ ค่าร้อยละ (Percentage) และค่ามัธย-ฐาน (Median) ผลการวิจัยพบว่า โครงการวิจัยทางคลินิกในแต่ละปีงบประมาณอยู่ระหว่าง 85-146 โครงการ แยกประเภทตามลักษณะการวิจัยได้ จำนวน 8 ประเภท ดังนี้ ยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ การทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ แนวทางเวชปฏิบัติ การจัดทำทะเบียนข้อมูล การวิจัยด้านอื่นๆ และการแพทย์แม่นยำ การวิจัยด้านยาแบ่งประเภทได้ 9 กลุ่มโรค จำนวนโครงการวิจัยที่มีมากและระยะเวลาการดำเนินงานวิจัยมากที่สุด ได้แก่ โรคมะเร็ง และ ค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct cost) ได้แก่ โรคเลือด การวิจัยยาด้านโรคมะเร็ง แบ่งตามตำแหน่งการวิจัยได้ 19 ตำแหน่ง จำนวนโครงการมากที่สุด ได้แก่ ปอด และค่าใช้จ่ายทางตรง (Direct cost) และระยะเวลาการดำเนินงานวิจัยมากที่สุด ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ผู้จัดทำคาดหวังประโยชน์ของงานวิจัยนี้ สามารถนำมาเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการประมาณการเงินทุนวิจัยที่มุ่งเป้าในแต่ละประเภทการวิจัยทางคลินิก วางแผนประมาณการเงินทุนวิจัยที่จะให้ทุนวิจัยต่อเนื่อง และระยะเวลาการให้ทุนวิจัย หรือนำไปประมาณการงบประมาณลงทุนเพื่อต่อยอด การวางแผนการหาคู่ความร่วมมือหรือการขอทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund, SF) ในอนาคตได้</p> <p> </p> ชนินาถ สุริยะลังกา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 15 2 e1839 e1839 ความคาดหวังของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2169 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคาดหวังของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 2) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 325 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.906 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐานด้วย T-test และ One-way ANOVA / LSD Post ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนในภาพรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (ค่าเฉลี่ย = 4.43) โดยมีความคาดหวังสูงสุดในด้านอาจารย์ (ค่าเฉลี่ย = 4.60) รองลงมาคือด้านหลักสูตรและเนื้อหารายวิชา (ค่าเฉลี่ย = 4.47) ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย = 4.37) และด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย = 4.37) ส่วนด้านการพัฒนานักศึกษาอยู่ในระดับ “มากที่สุด” เช่นกัน (ค่าเฉลี่ย = 4.33) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การส่งเสริมให้อาจารย์พัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการถ่ายทอดความรู้ การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานภายนอก การสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และการเพิ่มประสิทธิภาพสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเรียนรู้</p> ณภิชญา วงศ์เทพบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e2169 e2169 ประสิทธิผลของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครื่องวัดมุมสัมผัส คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1981 <p style="font-weight: 400;">การศึกษาประสิทธิผลของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครื่องวัดมุมสัมผัส คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความพึงพอใจของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครื่องวัดมุมสัมผัส 2. ศึกษาการนำเครื่องวัดมุมสัมผัสไปใช้ในงานวิจัย 3. ศึกษาแหล่งเผยแพร่งานวิจัยที่ใช้เครื่องวัดมุมสัมผัสในการวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมจำนวน 47 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2566 - 2568 และแบบสอบถามการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์และแหล่งเผยแพร่งานวิจัยจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 20 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2566 - 2567 โดยข้อมูลถูกรวบรวมผ่าน Google Forms และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. ความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนรวมเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในแต่ละปีเท่ากับ 4.89 ± 0.10, 4.88 ± 0.09 และ 4.84 ± 0.11 ตามลำดับ 2. การนำเครื่องวัดมุมสัมผัสไปใช้ในงานวิจัย ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการวิจัยในหลากหลายสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์วัสดุ เทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมชีวการแพทย์ สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ 3. แหล่งเผยแพร่งานวิจัยที่ใช้เครื่องวัดมุมสัมผัสในการวิเคราะห์ งานวิจัยได้เผยแพร่ในแหล่งเผยแพร่ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เผยแพร่ในวารสารวิชาการ 12 เรื่อง เอกสารสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการ 5 เรื่อง วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา 9 เรื่อง และโครงงานระดับปริญญาตรี 2 เรื่อง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโครงการอบรมสามารถเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคในการใช้เครื่องวัดมุมสัมผัส ส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการ พัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของผู้เข้าร่วม และมีส่วนช่วยในการพัฒนางานวิจัยทั้งในระดับส่วนงาน หน่วยงาน และระดับมหาวิทยาลัย</p> รัชนีวรรณ ศิริ วิชชุดา สุขนุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-24 2026-06-24 15 2 e1981 e1981 สภาพการดำเนินงาน ปัญหา และความต้องการระบบการบริหารงานวิจัยของ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1021 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงาน ปัญหา และความต้องการระบบการบริหารงานวิจัยของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 200 คน โดยการใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.74 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลวิจัยในรูปแบบสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 30–39 ปี มีระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี รองลงมา ได้แก่ ระดับปริญญาเอก และระดับปริญญาโท ส่วนใหญ่มีสถานภาพการทำงานเป็นข้าราชการ ด้านประสบการณ์ในตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ มีระยะเวลาปฏิบัติงานสอนและวิจัยในคณะสาธารณสุขศาสตร์เฉลี่ย 10.79 ปี มีประสบการณ์ในการทำวิจัย น้อยกว่า 10 ปี สำหรับสภาพการบริหารจัดการงานวิจัย ทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านการกำหนดยุทธศาสตร์นโยบาย แผนงาน เป้าหมายของการบริหารจัดการงานวิจัยในภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างชัดเจนและสอดคล้อง (x̄ = 3.75, S.D. = 0.89) ด้านการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนงาน เป้าหมาย ของการบริหารจัดการงานวิจัยในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.62, S.D. = 0.92) ด้านการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.70, S.D. = 0.78) และด้านการปรับปรุงและแก้ไขในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.59, S.D. = 0.85)</p> สุพัตรา แก้วเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-04 2026-07-04 15 2 e1021 e1021