วารสารวิชาการ ปขมท. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal <p>วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) จัดทำขึ้นโดยที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อันเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันและบังเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน</p> <p>ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานวิจัยสถาบัน เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลวิจัยและค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ 3) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ปขมท. นี้ จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (Peer review) ก่อน จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ โดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป) และผ่านความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการวารสาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double blind) และผู้ประเมินไม่อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียนบทความ (<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1dO_ncL-qJkkMCMQfy0OmLOEjrLcQGf36?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">CUAST Journal Template</a>) <img src="https://wjst.wu.ac.th/public/site/images/admin/newdata12.gif" alt="" /></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> 1. บทความวิจัย <br /> 2. บทความวิชาการ <br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong><br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ</strong><br /> 25-30 บทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) ไม่มีค่าธรรมเนียมการส่งบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในกระบวนการจัดการบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p><strong>หัวหน้าบรรณาธิการ</strong><br /> <a href="https://biography.oas.psu.ac.th/biography_management/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">ศาสตราจารย์ ดร.ปริศวร์ ยิ้นเสน</a> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี</p> <p><strong>สำนักพิมพ์</strong><br /> ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.)</p> <p><strong>หมายเหตุ</strong> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดค่าการตรวจความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม CopyCatch ผ่านเว็บไซต์ Thaijo สำหรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p> Council of University Administrative Staff of Thailand th-TH วารสารวิชาการ ปขมท. 1686-7777 การพัฒนาชุดการทดลองการอัดและคายประจุของตัวเก็บประจุไฟฟ้า และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความก้าวหน้าทางการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ทีมเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงรุก https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1106 <div> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการทดลองการอัดและคายประจุของตัวเก็บประจุไฟฟ้า ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงเรียน มอ. วิทยานุสรณ์ จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดการทดลองพร้อมกับคู่มือการทดลอง วิธีการสอนใช้ทีมเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงรุก แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยค่าทางสถิติการทดสอบค่าที และวัดความก้าวหน้าทางการเรียนด้วย Normalized gain ผลการวิจัยพบว่า ชุดการทดลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ศึกษาการอัดประจุโดยไม่ผ่านตัวต้านทานและศึกษาการคายประจุผ่านตัวต้านทาน คุณภาพของชุดการทดลองพิจารณาค่าคงที่เวลาจากการศึกษาการอัดประจุและการคายประจุในกรณี ตัวเก็บประจุไฟฟ้า 50,100 และ 200 ไมโครฟารัด มีค่ามีเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ชุดการทดลองที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการทดลองโดยวิธีการสอนใช้ทีมเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงรุก มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การวิเคราะห์ด้วยค่า Normalized gain พบว่าหลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนที่เพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง &lt;g&gt;=0.30</p> </div> <div><span lang="TH"> การวิเคราะห์ด้วยค่า </span>Normalized gain พบว่าหลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนที่เพิ่มขึ้น ในระดับ ปานกลาง &lt;g&gt;=0.30</div> วิชชุดา สุขนุ้ย รัชนีวรรณ ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-05-30 2025-05-30 15 1 e1106 e1106 การศึกษาการบริหารแผนงาน โครงการจัดหารายได้ของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1725 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารแผนงาน โครงการจัดหารายได้ และข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารงานของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยใช้แนวทางวงจรเดมมิ่ง (PDCA) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารระดับสูงของคณะ สำนัก สถาบัน และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น (IOC = 0.67 - 1.00, α = 0.99) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารแผนงาน โครงการจัดหารายได้ของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในรูปแบบวงจรเดมมิ่ง (PDCA) ส่วนงาน ร้อยละ 50 มีการจัดหารายได้จากการให้เช่าที่ดินและอาคารราชพัสดุของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาพรวม การบริหารงานตามหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติของกระบวนการ PDCA มีค่าคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.65, S.D. = 1.06) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีด้านการตรวจสอบ กำกับ ติดตาม และประเมินผลดำเนินงาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 3.78, S.D. = 1.10) รองลงมา คือ ด้านการวางแผน (x̄ = 3.73, S.D. = 1.08) ด้านการปฏิบัติ (x̄ = 3.66, S.D. = 0.97) และด้านการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพงาน (x̄ = 3.43, S.D. = 1.08) ตามลำดับ และส่วนงานระดับสถาบันเป็นส่วนงานที่มีระดับความสำเร็จในการบริหารงานสูงที่สุด ในภาพรวมความสำเร็จการบริหารงาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.74) โดยเรียงลำดับค่าคะแนนเฉลี่ยความสำเร็จจากมากไปน้อย ดังนี้ การบริหารจัดการงบประมาณ (x̄ = 3.99) การบริหารจัดการทรัพยากร (x̄ = 3.81) การบริหารจัดการ (x̄ = 3.71) การบริหารตามวงจรคุณภาพ PDCA (x̄ = 3.63) และการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (x̄ = 3.57) ตามลำดับ 2) ผู้บริหารระดับสูง เสนอแนะแนวทางในมุมมองการพัฒนาการบริหารแผนงาน โครงการจัดหารายได้ของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ดังนี้ ด้านนโยบายการบริหาร ร้อยละ 75 ให้ความสำคัญกับนโยบายเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ด้านการบริหารการดำเนินงาน ร้อยละ 72 ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เพื่อให้ทุกส่วนฝ่ายเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมายของแผนงาน โครงการจัดหารายได้ ด้านการตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ร้อยละ 88 ให้ความสำคัญกับการดำเนินการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้าผลดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และค่าเป้าหมายตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ และด้านการปรับปรุง แก้ไขและพัฒนากระบวนการบริหาร ร้อยละ 71 เห็นชอบวิธีการสะท้อนผลลัพธ์สำรวจความพึงพอใจ ความต้องการและข้อเสนอแนะของผู้รับบริการ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ นอกจากนี้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ การบริหารแผนงาน โครงการจัดหารายได้ของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ควรมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม นโยบายของรัฐบาล และแผนการพัฒนาประเทศ</p> กิตญา ศรีทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-19 2026-05-19 15 1 e1725 e1725 การพัฒนาระบบและอุปกรณ์ควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ด้วยรหัสคิวอาร์โดยใช้บัตรเสมือน บนแอปพลิเคชัน NIDA UApp https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1527 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบ อุปกรณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ด้วยรหัสคิวอาร์ โดยใช้บัตรเสมือนบนแอปพลิเคชัน NIDA UApp เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิมที่ใช้บัตรนักศึกษา ซึ่งมีความล่าช้าในการตรวจสอบสิทธิ์และการออกบัตร ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถทำงานแบบทันทีทันใด รองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงพื้นที่ของสถาบัน การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้อาศัยหลักการวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) โดยใช้ Django Framework, Celery และ PostgreSQL ในการพัฒนา Web Application ส่วนอุปกรณ์ใช้ Raspberry Pi และ MQTT Protocol พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ เกี่ยวกับระยะเวลาในการอัปเดตข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน จำนวนผู้ใช้งานที่รองรับ และค่าใช้จ่ายผลการวิจัยพบว่า ระบบควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ในรูปแบบ Web Application และกล่องควบคุมประตู มีประสิทธิภาพ 3 ด้าน คือ ลดระยะเวลาในการอัปเดตข้อมูลจาก 24 ชั่วโมงเหลือเพียง 3 นาที ลดขั้นตอนการใช้งานจากเดิม 5 กระบวนการ เหลือ 3 กระบวนการ ผู้ใช้งานจากเดิมรองรับได้ 30,000 คน เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คน พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายจากเดิมเป็นเงินจำนวน 5,290 บาท เหลือค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 3,830 บาท คิดเป็นร้อยละ 27.6 หากต้องการควบคุมต้นทุนให้เลือกใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP8266 12-E NodeMCU kit แทน โดยจะลดลงเหลือ 140 บาท</p> สุรพงษ์ เนาวเศรษฐ์ ยศพนธ์ ธรรมรงค์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 15 1 e1527 e1527 การพัฒนาเว็บไซต์ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1634 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจข้อมูลที่ผู้ใช้บริการต้องการเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) เพื่อประเมินคุณภาพเว็บไซต์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ งานวิจัยนี้มีแนวคิดในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมอย่างง่ายโดยนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการสามารถปรับปรุงข้อมูลที่สำคัญให้ทันสมัยอยู่เสมอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เว็บไซต์ที่จัดทำขึ้น แบบสอบถาม แบบประเมินคุณภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างเจาะจงคือผู้ใช้บริการห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์จำนวน 50 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้รายการข้อมูลที่ผู้ใช้บริการต้องการให้มีในเว็บไซต์ คือ รายการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ระบบการจองใช้งานเครื่องมือ ประกาศและกฎระเบียบการใช้ห้องปฏิบัติการ ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ และข้อมูลอื่นๆ ในฝ่ายฯ โดยสามารถพัฒนาเว็บไซต์ด้วย Google Site ได้ดังลิงค์ https://sites.google.com/psu.ac.th/agro-sciencetech 2) ผลการประเมินคุณภาพเว็บไซต์ พบว่าค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.27, S.D. = 0.56) รายการประเมินที่ได้ค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.60, S.D. = 0.55) ได้แก่ ระบบการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ความรวดเร็วในการตอบสนองของระบบ และความถูกต้องในการเชื่อมโยงข้อมูลภายในระบบเว็บไซต์ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อเว็บไซต์ พบว่าระดับความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ด้านคุณภาพของเนื้อหา (Content) โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.20, S.D. = 0.68) และความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ด้านการออกแบบและการจัดรูปแบบ (Design) โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.37, S.D. = 0.65) เช่นเดียวกัน</p> ปาริดา จันทร์สว่าง กรวรรณ ชากรี สมศักดิ์ ลิขิตขจรนุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-11 2026-05-11 15 1 e1634 e1634 การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้แผนกลยุทธ์ด้วยสื่อดิจิทัล: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1524 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้แผนกลยุทธ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีด้วยสื่อดิจิทัลและสร้างความพึงพอใจให้กับบุคลากรในการเข้าถึงแผนฯ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 75.71 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired samples t-test ผลวิจัย: (1) การพัฒนา “สื่อดิจิทัล” เพื่อสร้างการรับรู้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ร้อยละ 57.08 และเห็นด้วย ร้อยละ 41.25 (2) คุณภาพของสื่อดิจิทัล อยู่ในระดับดี (x̅ = 4.15) (3) การรับรู้จากสื่อดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.67) (4) ความพึงพอใจหลังจากได้รับฟังรับชมแผนฯ จากสื่อดิจิทัล โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.15) และ (5) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจหลังจากได้รับชมรับฟังแผนฯ จากสื่อดิจิทัล สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่การเผยแพร่แผนฯ (รูปแบบเดิม) มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.05) และหลังจากเผยแพร่ด้วยสื่อดิจิทัล (รูปแบบใหม่) มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.25) ซึ่งมีระดับความพึงพอใจสูงขึ้น (ความต่างของค่าเฉลี่ย 1.20) ผลสรุปในภาพรวม: (1) ควรมีการนำสื่อดิจิทัลหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานหรือการสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากร (2) การสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับบุคลากร ควรเลือกผลิตสื่อที่เป็นสื่อออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ไลน์ Instagram และ Youtube (3) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการรับรู้ควรได้รับพัฒนาศักยภาพในการผลิตสื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน</p> ศุภชัยโชติ กองผ้าขาว วิริญญา ชูราษี เพลิน วิชัยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-17 2026-05-17 15 1 e1524 e1524 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำวิจัยของบุคลากรสายวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1260 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำวิจัยของบุคลากรสายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 144 คน ตัวแปรต้น คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน ตำแหน่งทางวิชาการ อายุงาน หน่วยงานที่สังกัด ตัวแปรตาม คือ ทักษะเชิงวิจัย งบประมาณ ระยะเวลา ระบบและกลไกสนับสนุน ทัศนคติต่อการทำวิจัย การเห็นคุณค่าและการยอมรับนับถือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการวิจัย ซึ่งได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำวิจัย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.81, S.D. = 0.75) โดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำวิจัย 4 ปัจจัย ได้แก่ อายุ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ตำแหน่งงาน มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.050 ตำแหน่งทางวิชาการ มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.042 และอายุงาน มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.001</p> แสงจันทร์ ปิ่นกาญจนรัตน์ จรงค์พันธ์ มุสิกะวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 15 1 e1260 e1260 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน “KMITL SDG Matching for All” สำหรับการวิเคราะห์ข้อความ สองภาษาไทย - อังกฤษ เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้โครงสร้างตรรกะ แบบมีลำดับชั้น https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1862 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยจากงานประจำ (Routine to Research: R2R) ที่พบว่าในปัจจุบันไม่มีระบบที่สามารถวิเคราะห์ข้อความภาษาไทยเพื่อเชื่อมโยง SDGs ได้อย่างแม่นยำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันชื่อว่า “KMITL SDG Matching for All” สำหรับวิเคราะห์ข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อระบุเนื้อหาเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยใช้โครงสร้างลอจิกตรรกะเชิงลำดับขั้น (reasoning tree) อิงตามชุดคำสำคัญจาก Elsevier’s SDGs queries mapping 2023 โดยสามารถประมวลผลตั้งแต่ระดับคำสำคัญโดยตรง ไปจนถึงกลุ่มเป้าหมาย ประเภทของกิจกรรม และบริบทเชิงนโยบาย ระบบออกแบบให้มีความแม่นยำ โปร่งใส และไม่พึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เชิงพาณิชย์จึงไม่มีค่าใช้จ่าย การประเมินประสิทธิภาพระบบดำเนินการ 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) การเปรียบเทียบความแม่นยำกับระบบจับคำ SDGs ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ (2) การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับระบบ ChatGPT-4o เพื่อดูความใกล้เคียงกับ AI เชิงบริบท ผลการทดสอบพบว่าระบบมีความแม่นยำ 87.5 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าระบบจับคำทั่วไปที่ได้ 46.0 เปอร์เซ็นต์ และมีสอดคล้องกับแชทจีพีที (ChatGPT) ถึง 83.5 เปอร์เซ็นต์ ระบบนี้มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์ และการจัดทำข้อมูลสนับสนุนการจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืนระดับนานาชาติ</p> ศรุติภัทร พลอุทัย อภิญญา รัตนปราโมทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-23 2026-05-23 15 1 e1862 e1862 การวิเคราะห์การใช้ทรัพยากรสารสนเทศในห้องอ่านหนังสือและค้นคว้าวิจัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1571 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้ทรัพยากรสารสนเทศในห้องอ่านหนังสือและการค้นคว้าวิจัยของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการยืมทรัพยากรสารสนเทศของนิสิตในช่วงปีงบประมาณ 2563 – 2567 เพื่อเสริมสร้างการจัดซื้อทรัพยากรสารสนเทศให้เหมาะสมกับความต้องการของนิสิตและสอดคล้องกับหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563 ซึ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะด้านกฎหมายให้กับนิสิตผ่านการใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่ทันสมัยและมีคุณภาพ ผลการวิเคราะห์ พบว่า วิชาบังคับในคณะนิติศาสตร์มีความหลากหลายและครอบคลุมเนื้อหาหลักที่จำเป็นต่อการศึกษาของนิสิต โดยคิดเป็นร้อยละ 58.71 ของจำนวนครั้งที่ถูกยืมทั้งหมด สำหรับวิชาเลือก โดยเฉพาะกลุ่มวิชากฎหมายธุรกิจและกฎหมายเอกชน คิดเป็นร้อยละ 6.67 รวมถึง กฎหมายระหว่างประเทศและธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการใช้งานสูง คิดเป็นร้อยละ 6.20 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากรสารสนเทศ พบว่า วิชาที่มีต้นทุนต่อการยืมต่ำแต่มีอัตราการยืมสูง ได้แก่ กฎหมายพลังงาน และกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองและผังเมือง ในขณะที่บางวิชามีต้นทุนต่อการยืมสูงแต่มีอัตราการใช้งานต่ำ เช่น กฎหมายภาษีอากร และนิติปรัชญาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางการจัดซื้อให้สอดคล้องกับความต้องการของนิสิต การศึกษาเสนอแนวทางในการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการจัดซื้อทรัพยากรสารสนเทศให้เหมาะสมกับความต้องการในการศึกษา เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนิสิตตามสอดคล้องกับหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563</p> นารีจุติ ศรีแสงฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-19 2026-05-19 15 1 e1571 e1571 การโคลนและศึกษาลำดับนิวคลีโอไทด์บางส่วนของยีน PPO และ CYP ในแคลลัสของต้นสร้อยไก่ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1637 <p>สารบีตาเลน (betalains) เป็นสารประกอบฟีนอลิกที่พบในพืชหลายชนิด มีคุณสมบัติทางชีวภาพที่สำคัญ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และต้านมะเร็ง โดยพบได้ในพืชกลุ่มวงศ์บานไม่รู้โรย (Amaranthaceae) รวมถึงต้นสร้อยไก่ (<em>Celosia argentea var. plumosa</em>) ซึ่งเป็นพืชไม้ดอกที่มีศักยภาพในการผลิตบีตาเลนในกลุ่มบีตาแซนทิน (สีเหลือง - ส้ม) และบีตาไซยานิน (สีแดง - ม่วง) วิถีการสังเคราะห์สารบีตาเลนในพืชเกี่ยวข้องกับยีนสำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะ polyphenol oxidase (<em>PPO</em>) และ cytochrome P450 76AD1 (CYP76AD1; <em>CYP</em>) ซึ่งมีบทบาทในช่วงต้นของกระบวนการผลิตสารนี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อโคลนและศึกษาลำดับนิวคลีโอไทด์บางส่วนของยีน <em>PPO</em> และ <em>CYP</em> ในต้นสร้อยไก่ โดยออกแบบ degenerate primers จากลำดับนิวคลีโอไทด์ของพืชในวงศ์เดียวกันหรือใกล้เคียง โดยยีน <em>PPO</em> ใช้ข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์จากผักโขม (<em>Amaranthus tricolor</em>) และบีทรูท (<em>Beta vulgaris</em>) ส่วนไพรเมอร์ที่จำเพาะกับยีน <em>CYP</em> ได้ใช้ลำดับนิวคลีโอไทด์จากต้นบีทรูท (<em>B. vulgaris</em>) ในการออกแบบไพรเมอร์ จากนั้นสกัด RNA จากแคลลัสสีแดงของสร้อยไก่ และใช้เทคนิค RT-PCR เพื่อเพิ่มปริมาณ cDNA ของยีนเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ PCR ถูกตรวจสอบด้วยอะกาโรสเจลอิเล็กโทรโฟรีซีส จากนั้นเชื่อมต่อกับเวกเตอร์ pGEM®-T Easy และส่งถ่ายเข้าสู่เซลล์ <em>Escherichia coli</em> สายพันธุ์ JM109 เพื่อทำการโคลนและวิเคราะห์ลำดับเบื้องต้น ผลการศึกษาพบว่า <em>PPO</em> cDNA ที่โคลนได้มีความยาว 471 นิวคลีโอไทด์ และมีความเหมือนกับยีน <em>PPO</em> ของ <em>Amaranthus tricolor</em> ร้อยละ 74.82 ส่วน <em>CYP</em> cDNA ที่ได้มีความยาว 270 นิวคลีโอไทด์ มีความเหมือนกับยีนของ <em>Celosia cristata</em> ร้อยละ 98.90 และยังมีความคล้ายกับ <em>Amaranthus cruentus</em>, <em>A. tricolor</em> และ <em>Chenopodium quinoa</em> ร้อยละ 87.41, 86.67 และ 84.44 ตามลำดับ ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบไพรเมอร์จำเพาะสำหรับการศึกษาการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารบีตาเลนในพืชต่อไป</p> นงลักษณ์ บุญโชติ ฐาปกรณ์ แสงอรุณ ปรีย์กมล กลั่นฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-11 2026-05-11 15 1 e1637 e1637 การศึกษาความพึงพอใจและแนวทางการพัฒนาระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตรของบุคลากร ด้านกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1296 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตร 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตร และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรด้านกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 77 คน ทำการเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายจากผู้มีสิทธิ์ในการเข้าใช้ระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2566 โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้ระบบ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยค่าที (t-test) วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้วิธี LSD และทดสอบความสัมพันธ์ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจโดยการวิเคราะห์สถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าบุคลากรมีความพึงพอใจในการใช้ระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.91, S.D. = 0.68) ในส่วนของปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตรพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนงานที่แตกต่างกันส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานระบบที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ปัจจัยด้านการใช้งานระบบพบว่าด้านประสิทธิภาพและประโยชน์ และด้านการออกแบบ ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานระบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ ในการพัฒนาระบบบันทึกกิจกรรมเสริมหลักสูตรควรให้ความสำคัญกับการออกแบบโดยเน้นหลัก UX (User Experience Design) เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานระบบ การออกแบบควรเน้นที่ความง่ายในการใช้งาน มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน และสร้างความรู้สึกจดจำให้ผู้ใช้งานอยากกลับมาใช้งานอีก นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็วในการตอบสนอง และการแสดงผลที่ถูกต้องและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ระบบต้องมีความพร้อมในการให้บริการอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจสูงสุด ซึ่งการออกแบบที่ดีจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานระบบได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกพึงพอใจและมีความมั่นใจในการใช้งานระบบมากยิ่งขึ้น</p> ปเนต กุลฉันท์วิทย์ ธารีย์ณิชา ลีพีรวิทิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-15 2026-05-15 15 1 e1296 e1296 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการพ้นสภาพของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจและ นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1908 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการพ้นสภาพของนิสิตระดับปริญญาตรี<br />2) ศึกษาปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางการศึกษาและปัจจัยส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการพ้นสภาพของนิสิต และ <br />3) วิเคราะห์ความแตกต่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการพ้นสภาพของนิสิตในแต่ละปีการศึกษาคณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นิสิตที่พ้นสภาพจากระบบทะเบียนออนไลน์ ระหว่างปีการศึกษา 2563-2566 จำนวน 186 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ร่วมกับวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลายทั้งในด้านปีการศึกษาและสาขาวิชาอย่างเหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพ้นสภาพมากที่สุด ได้แก่ ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา ค่าเฉลี่ย 3.65 รองลงมาคือปัจจัยด้านส่วนตัวของนิสิต ค่าเฉลี่ย 3.32 ด้านสภาพครอบครัว ค่าเฉลี่ย 3.25 และด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนตามลำดับ ค่าเฉลี่ย 3.18 สำหรับการวิเคราะห์ความแตกต่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการพ้นสภาพตามปีการศึกษา พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &gt; 0.05) ทั้งในภาพรวมและเมื่อวิเคราะห์รายคู่ ส่งผลให้สรุปได้ว่าระดับความคิดเห็นของนิสิตต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการพ้นสภาพไม่แตกต่างกันในแต่ละปีการศึกษา ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของการส่งเสริมการให้คำปรึกษาและการติดตามนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างทักษะการปรับตัว และการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้ตอบสนองต่อความหลากหลายของนิสิต เพื่อช่วยลดอัตราการพ้นสภาพอย่างยั่งยืน</p> ธันยลักษณ์ เลื่อมอรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-07 2026-06-07 15 1 e1908 e1908 การพัฒนากระบวนการทดลองและการวิเคราะห์ผลการทดลองเรื่องความหนืดของน้ำมันปาล์ม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1580 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการทดลองและวิธีการวิเคราะห์ผลการทดลองสำหรับศึกษาความหนืดของน้ำมันปาล์ม โดยพิจารณาปัจจัยด้านอุณหภูมิที่ส่งผลต่อค่าความหนืด รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ผลการทดลองผ่านเทคนิควิเคราะห์วิดีโอด้วยโปรแกรม Tracker ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหนืดของน้ำมันปาล์มที่ใช้ในการทดลองกับอุณหภูมิ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าความหนืด ณ อุณหภูมิที่ทำการทดลอง และเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากการทดลองจริง การดำเนินการทดลองประกอบด้วยการศึกษาผลของความหนืดต่อการไหลของน้ำมันปาล์มและการเคลื่อนที่ของวัตถุทรงกลมในของเหลว โดยใช้สองวิธีในการหาค่าความหนืดของน้ำมันปาล์ม ได้แก่ (1) การวิเคราะห์การไหลของน้ำมันปาล์มผ่านหลอดแก้ว และ (2) การศึกษาการจมของวัตถุทรงกลมในน้ำมันปาล์ม ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทดลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้หาค่าความหนืดของน้ำมันปาล์มได้อย่างแม่นยำ สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการทดลองและการวิเคราะห์ผลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนปฏิบัติการฟิสิกส์ได้</p> วิชชุดา สุขนุ้ย รัชนีวรรณ ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-15 2026-05-15 15 1 e1580 e1580 วิเคราะห์และประเมินระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมของผลงานที่ได้ยื่นคำขอสิทธิบัตร การประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตรปี พ.ศ. 2561 - 2566 ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1389 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม (Technology Readiness Level - TRL) ของผลงานที่ได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตรปี พ.ศ. 2561 - 2566 และวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมิน เพื่อวางแผนเชิงนโยบายในการสนับสนุนการผลิตผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ นวัตกรรม ผลักดันผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยวิธีการเก็บข้อมูลประเมินระดับความพร้อมของเทคโนโลยี สู่อุตสาหกรรม ผลการวิจัยจากการประเมินระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมของผลงานที่ได้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และอนุสิทธิบัตรปี พ.ศ. 2561 - 2566 ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำนวน 29 ผลงาน และ อนุสิทธิบัตรจำนวน 227 ผลงาน รวมทั้งสิ้น 256 ผลงาน พบว่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีผลงานที่อยู่ระดับ TRL 1 - 3 เป็นการพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยพื้นฐาน เป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมขั้นต้น จำนวน 32 ผลงาน คิดเป็นร้อยละ 12.5, ระดับ TRL 4 - 7 เป็นการพัฒนา และทดสอบต้นแบบในระดับต่าง ๆ ตามความเข้มข้นและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้นแบบห้องปฏิบัติการ ต้นแบบภาคสนาม จำนวน 203 ผลงานคิดเป็น ร้อยละ 79.30, ระดับ TRL 8 มีการทดลองผลิตในปริมาณที่เหมาะสม หรือทดสอบความมีเสถียรภาพของระบบในระยะเวลาที่เหมาะสม และผ่านการทดสอบคุณภาพ และมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีที่ผลงานไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ให้ใช้ข้อกำหนดที่เป็นที่ยอมรับได้ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ จำนวน 15 ผลงาน คิดเป็นร้อยละ 5.86 และระดับ TRL 9 เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้งานจริงโดยลูกค้า อย่างต่อเนื่องในตลาดหรือมีการใช้งานในเชิงสาธารณประโยชน์ หรือหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นถึงการนำไปใช้งานจริงและได้รับการยอมรับ จำนวน 6 ผลงาน คิดเป็นร้อยละ 2.34 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีผลงานวิจัยที่อยู่ในระดับ TRL 8 - 9 ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี จำนวน 21 ผลงาน คิดเป็นร้อยละ 8.20 ซึ่งมหาวิทยาลัยควรคัดเลือกผลงานวิจัยที่อยู่ในระดับ 4 - 7 ซึ่งมีอยู่จำนวน จำนวน 203 ผลงาน คิดเป็นร้อยละ 79.30 เพื่อเยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรม ในรูปแบบการนำเสนอโดยการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม คัดเลือกผลงานและพัฒนาไปสู่ระดับ TRL ที่สูงขึ้น และสามารถต่อยอดจนเกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยการหาที่ปรึกษาด้านการพัฒนานวัตกรรมส่งผลให้ผลงานวิจัยสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ดี การให้ทุนสนับสนุน หรือผลักดันสู่การขอทุนจากแหล่งทุนภายนอกซึ่งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในการผลิตผลิตภัณฑ์ออกทดสอบตลาด ทั้งนี้ผลของการวิจัยอาจมีส่วนช่วยในการกำหนดเป้าหมาย ทิศทางวางแผนเชิงนโยบายในการสนับสนุนการผลิตผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ นวัตกรรม บริหารจัดการงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย นำไปสู่การนำองค์ความรู้ของผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ</p> นิยดา รุ่งเรืองผล พิราวรรณ ธงสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-23 2026-05-23 15 1 e1389 e1389 ความสัมพันธ์ระหว่างช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ที่มีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1684 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ที่มีต่อช่องทางการตลาดออนไลน์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย 2) การรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยของผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็นต่อช่องทางการตลาดแบบออนไลน์กับการรับรู้ภาพลักษณ์ที่มีต่อสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถามแบบวัดผลครั้งเดียว ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย จำนวน 132 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมานใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ (Multiple Correlation Analysis) การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย (Simple Regression Analysis) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นด้วยกับการมีช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านสื่อสังคมออนไลน์ และด้านเว็บไซต์ และอยู่ในระดับมาก จำนวน 1 ด้าน คือ ด้านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ 2) กลุ่มตัวอย่างรับรู้ภาพลักษณ์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในชุมชน และด้านกิจการนิสิต/นักศึกษา และอยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ และด้านวิชาการ 3) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความคิดเห็นที่มีต่อช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ 2 ช่องทาง ได้แก่ ด้านสื่อสังคมออนไลน์ และด้านเว็บไซต์ มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และความคิดเห็นทั้งสองช่องทางดังกล่าวมีผลกระทบเชิงบวกกับภาพลักษณ์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับความคิดเห็นที่มีต่อช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ ด้านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับการรับรู้ภาพลักษณ์สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย</p> อัณณ์ภิศา ราร่องคำ อรรถพล หมู่มี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-28 2026-05-28 15 1 e1684 e1684 ประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (SWU e-Meeting) คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1319 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งาน ความพึงพอใจ และปัญหาการใช้งานของระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (SWU e-Meeting) คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่มีประชากรเป็นผู้บริหารและคณะกรรมการประจำคณะ จำนวน 8 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่มีมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและคณะกรรมการประจำคณะใช้งานระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 100.00 ยกเว้นการตอบรับการเข้าร่วมประชุม ร้อยละ 50.00 และเสนอวาระการประชุม ร้อยละ 25.00 ส่วนความถี่การเข้าใช้งานส่วนใหญ่ 1 ครั้งต่อเดือน สำหรับความพึงพอใจต่อประสิทธิภาพระบบการประชุมอิเล็กทรอกนิกส์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.88 (S.D. = 0.35) ส่วนความพึงพอใจต่อผู้ให้บริการระบบงานการประชุมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 (S.D. = 0.54 ) อย่างไรก็ตามจุดที่ควรพัฒนาจากการใช้งานระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์คือ การได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมระบบ SWU e-Meeting กำหนดให้สร้างหนังสือเชิญประชุมส่งไปที่ E-Mail: swu.ac.th แต่บุคลากรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งาน E-Mail</p> จีราภรณ์ พยัคมะเริง ประทุมวรรณ มูลศรี วิจิตรา ไมล์เจริญ ศุภลักษณ์ ฉายากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-13 2026-05-13 15 1 e1319 e1319 การศึกษาประสิทธิภาพของการพัฒนาระบบการจัดการพัสดุไปรษณีย์ออนไลน์ ของงานสารบรรณ ฝ่ายเลขาธิการราชวิทยาลัย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1944 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการจัดการพัสดุไปรษณีย์ออนไลน์ของงานสารบรรณ ฝ่ายเลขาธิการราชวิทยาลัย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบไปรษณีย์ออนไลน์ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบไปรษณีย์ออนไลน์และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบไปรษณีย์ออนไลน์รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 102 คน ซึ่งเป็นบุคลากรที่เคยใช้งานทั้งระบบเดิมและระบบใหม่ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่ามัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระบบไปรษณีย์ออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดข้อผิดพลาด และเสริมสร้างคุณภาพการบริการได้อย่างมีนัยสำคัญ ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อระบบใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 85.4 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 62.2 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะด้านการประหยัดเวลาและการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังที่มีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ ระบบยังช่วยสนับสนุนนโยบายการลดการใช้กระดาษ ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสาร และเป็นการสร้างระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน การอภิปรายผลชี้ให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานสารบรรณ มีส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานคุณภาพการบริการ และความพึงพอใจของผู้ใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าการพัฒนาระบบไปรษณีย์ออนไลน์สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของการวิจัย และสนับสนุนการพัฒนาองค์กรในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปรียาณัฐ เข็มทอง อุษา ไวสาริกิจ หนึ่งฤทัย แก้วถาวร ผุสดี นุ่มโต พินิจ นีลกุล ปิยะวรรณ จันทร์โสภา ชลธี ปานทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 15 1 e1944 e1944 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ ประจำปี พ.ศ. 2567 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1619 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ด้านเนื้อหาที่นำเสนอ ด้านรูปแบบการนำเสนอ และด้านประโยชน์ของเพจ จำแนกตามปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพ การวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 113 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย และใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่า ภาพรวมความพึงพอใจผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.28, S.D. = 0.76) และค่าเฉลี่ยมากที่สุด ลำดับหนึ่งคือ ด้านเนื้อหา (x̄ = 4.30, S.D. = 0.74) ลำดับสองด้านประโยชน์ต่อผู้ใช้เพจเฟซบุ๊ก (x̄ = 4.28, S.D. = 0.75) และลำดับสามด้านรูปแบบการนำเสนอ (x̄ = 4.26, S.D. = 0.78) ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่า อายุ ที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ส่วนปัจจัยด้านเพศ การศึกษา สถานภาพ ไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่า ภาพรวมความพึงพอใจผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.28 มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ลำดับหนึ่งคือ ด้านเนื้อหา 4.30 ลำดับสองด้านประโยชน์ต่อผู้ใช้เพจเฟซบุ๊ก 4.28 และลำดับสามด้านรูปแบบการนำเสนอ 4.26 ตามลำดับ และ ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่า อายุ และช่วงเวลาในการใช้งานเพจ แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพ ไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อเพจเฟซบุ๊กหน่วยบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ</p> ธรรญชนก ขนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-12 2026-05-12 15 1 e1619 e1619 การพัฒนาระบบสวัสดิการดูแลสุขภาพพนักงานและบุคคลในครอบครัว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1420 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการสวัสดิการดูแลสุขภาพของพนักงานและบุคคลในครอบครัว พัฒนาระบบสวัสดิการ และวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับจากผู้ใช้งาน โดยใช้แนวทาง Agile Model ดำเนินโครงการระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567 เริ่มจากการเก็บข้อมูลความต้องการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากฝ่ายบุคคลและฝ่ายกองคลัง การทบทวนเอกสาร และการวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกจ่ายย้อนหลัง พ.ศ. 2564 - 2567 โดยใช้โปรแกรมต้นแบบ data Import เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูล เครื่องมือและวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง การทบทวนและบันทึกข้อมูลจากเอกสาร และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้ใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลการป้อนกลับ ระบบได้รับการพัฒนาด้วยภาษา C# บนแพลตฟอร์ม ASP.NET MVC และติดตั้งบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมีผู้ใช้งานจริงจำนวน 87 คน ในช่วงระหว่างวันที่ 11 ถึง 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567 และมีผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 27 คน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถลดข้อผิดพลาดจากการจัดการข้อมูลด้วย Microsoft Excel เพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และความโปร่งใสในการดำเนินงาน อีกทั้งได้รับการตอบรับว่าใช้งานง่ายโดยไม่ต้องผ่านการอบรม ระบบได้รับการออกแบบให้สามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด PDCA เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลงานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาระบบสวัสดิการของหน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระของเจ้าหน้าที่ และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่บุคลากรและครอบครัว</p> กฤตภาส โกศลทวิชากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-11 2026-05-11 15 1 e1420 e1420 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1720 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะ องค์ประกอบ และระบุแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาจากเอกสารและข้อมูลเชิงประจักษ์รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 12 คน แล้วพัฒนาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามกรอบสมรรถนะเชิงเอไอ 3 ด้าน ได้แก่ การรู้เอไอ การใช้และ การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือเอไอ และการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงเอไอ จากนั้นนำไปสอบถามผู้บริหารและบุคลากร จำนวน 598 คน ของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การตรวจสอบด้วยวิธีวิทยาวิจัยสามเส้าด้านข้อมูล และการยืนยันร่างแนวทางโดยวิธีการสนทนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะสมรรถนะเชิงเอไอมี 3 ด้าน ได้แก่ (1) การรู้เอไอ (2) การใช้และการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือเอไอ และ (3) การปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงเอไอ องค์ประกอบหลักของการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา ได้แก่ 1) ด้านพุทธิพิสัย 2) ด้านทักษะพิสัย และ 3) ด้านจิตพิสัย องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) พื้นฐานคอมพิวเตอร์และเอไอ (2) การเข้าถึงเอไอ (3) การใช้เอไอ (4) การผลิตและการสร้างสรรค์สื่อเอไอ (5) การสื่อสารเอไอ (6) การจัดการ สื่อเอไอ และ (7) การประเมินค่าเอไอ ซึ่งมีตัวบ่งชี้รวมทั้งสิ้น 195 รายการ โดยองค์ประกอบทั้งหมดสามารถอธิบายถึงสมรรถนะเชิงเอไอได้ร้อยละ 72.956 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในการจัดการศึกษามีวิธีการพัฒนา 5 วิธี ได้แก่ (1) การเรียนรู้และพัฒนาด้วยตนเอง (2) การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (3) การใช้กรณีศึกษา (4) การเรียนรู้ผ่านเอไอ และ (5) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้กำหนดเป็นนโยบายหรือกลไกสำหรับผู้บริหารเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอสำหรับบุคลากรในการจัดการศึกษายุคการศึกษาดิจิทัลในระดับอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศต่อไป</p> พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ วรรณภา นันทะแสง ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-23 2026-05-23 15 1 e1720 e1720 ผลกระทบของการพัฒนาความรู้ทางการเงินและบัญชีที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักวิชาการเงินและบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1562 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการพัฒนาความรู้ทางการเงินและบัญชีที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักวิชาการเงินและบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักวิชาการเงินและบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสาร จำนวน 297 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 168 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวมรวบข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาความรู้ทางการเงินและบัญชี ด้านการฝึกงานกับผู้เชี่ยวชาญ ความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวม การพัฒนาความรู้ทางการเงินและบัญชี ด้านการฝึกงานกับผู้เชี่ยวชาญ มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวม เนื่องจากนักบัญชีเป็นวิชาชีพเฉพาะ ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ดังนั้นการได้เรียนรู้กับฝึกฝนการปฏิบัติงานจากผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพและปัญหาที่พบจะได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน นักวิชาการเงินและบัญชีของสถาบันอุดมศึกษา จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาชีพทางการบัญชี โดยเรียนรู้และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพทางการบัญชี เนื่องจากวิชาชีพทางการบัญชีเป็นวิชาชีพเฉพาะผู้มีความรู้และประสบการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์ในการปฏิบัติจนเกิดความเชี่ยวชาญและสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทวงที</p> ตุ๊กตา บุรีรัม สุธนา บุญเหลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-26 2026-05-26 15 1 e1562 e1562 การศึกษาสภาวะการทำงานที่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์แร่ซิลิเกตด้วยเครื่องอิเล็กตรอน ไมโครโพรบ (EPMA) https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1320 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะการทำงานที่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของแร่ซิลิเกต ซึ่งประกอบด้วย โซเดียมออกไซด์ อะลูมิเนียมออกไซด์ เหล็ก (II) ออกไซด์ แคลเซียมออกไซด์ โพแทสเซียมออกไซด์ ฟอสฟอรัส (V) ออกไซด์ ไททาเนียมไดออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ ซิลิกาออกไซด์ และ แมงกานีสไดออกไซด์ โดยกำหนดตัวแปรสภาวะการทำงาน ที่ ค่ากระแสคือ 25 นาโนแอมป์ ค่าแรงดันไฟฟ้าคือ 15 และ 20 กิโลโวลต์ ค่าเวลาในการวัดคือ 10 15 20 และ 30 วินาที ค่าเวลาพื้นหลังคือ 5 และ 10 วินาที จากผลการศึกษาพบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมของค่า ค่าเวลาในการวัด : ค่าเวลาพื้นหลัง ของโซเดียมออกไซด์ และ อะลูมิเนียมออกไซด์ เหล็ก (II) ออกไซด์ คือ 10:5 วินาที เหล็ก (II) ออกไซด์ แคลเซียมออกไซด์ โพแทสเซียมออกไซด์ คือ 10:10 วินาที ฟอสฟอรัส (V) ออกไซด์ ไททาเนียมไดออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ ซิลิกาออกไซด์ แมงกานีสไดออกไซด์ คือ 10:15 วินาที โดยเมื่อนำสภาวะที่เหมาะสมนี้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับวัสดุอ้างอิงมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์มีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 1% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาวะใหม่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจวัดของเครื่องมือได้ดีกว่าสภาวะเดิมที่ใช้ในการวิเคราะห์</p> โศภิต พุ่มพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-08 2026-05-08 15 1 e1320 e1320 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของชุดน้ำยาสำเร็จรูป 3 ชนิด สำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัส อหิวาต์สุกร ด้วยวิธี Real-Time RT-PCR https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1945 <p>การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของชุดน้ำยาสำเร็จรูป 3 ชนิด สำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัสอหิวาต์สุกร ด้วยวิธี real-time RT-PCR จากตัวอย่างเจือจางแบบ 10-fold (10 เท่า) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่สกัดจากพลาสมิดของเชื้อไวรัสอหิวาต์สุกร ทำการทดลองทั้งหมด 3 ครั้ง โดยเปลี่ยนชุดน้ำยาสำเร็จรูป แต่ใช้โพรบและไพรเมอร์ที่ความเข้มข้นเท่ากัน ใช้สารพันธุกรรมตั้งต้นปริมาตรเท่ากัน และจำนวนรอบการทำ real-time RT-PCR 45 รอบเท่ากัน พบว่า ชุดน้ำยาสำเร็จรูป TaqMan<sup>®</sup> Fast Virus 1-Step Master Mix สามารถตรวจพลาสมิดเจือจางของเชื้อไวรัสอหิวาต์สุกรที่ความเข้มข้นต่ำสุด คือ 7.923 copies/µL ได้ และตรวจวัดได้รวดเร็วด้วยจำนวนรอบที่น้อยกว่าชุดน้ำยาสำเร็จรูป SuperScript<sup>TM</sup> III Platinum<sup>TM </sup>One-Step qRT-PCR Kit และ QuantiTect® Probe RT-PCR Kit ที่ระดับความเข้มข้นเดียวกัน ค่าประสิทธิภาพของปฏิกิริยา PCR efficiency (E) และค่า R<sup>2</sup> อยู่ในช่วงที่เหมาะสม จากผลการวิจัย คณะผู้วิจัยจึงเลือกชุดน้ำยาสำเร็จรูป TaqMan<sup>®</sup> Fast Virus 1-Step Master Mix สำหรับใช้ในการตรวจหาเชื้ออหิวาต์สุกร (Classical Swine Fever) ด้วยวิธี real-time RT-PCR กับเครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมในสภาพจริง รุ่น QuantStudio™ 5</p> นันทิยา เอี่ยมประภาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-15 2026-06-15 15 1 e1945 e1945 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบบริหารจัดการคิวตรวจผู้ป่วยนอก กรณีศึกษาหน่วยตรวจโรคจักษุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1563 <p> การบริหารจัดการคิวตรวจผู้ป่วยนอกอย่างมีประสิทธิภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับระบบบริหารจัดการคิวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของระบบบริการสุขภาพยุคใหม่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบบริหารจัดการคิวตรวจผู้ป่วยนอก ผ่านกรณีศึกษาหน่วยตรวจโรคจักษุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งให้บริการผู้ป่วยเฉลี่ยวันละ 400 - 500 ราย จากการดำเนินการนำระบบบริหารจัดการคิวตรวจผู้ป่วยนอก (Si-Flow) มาใช้ร่วมกับระบบนัดหมายและแอปพลิเคชัน Siriraj Connect พบว่าระบบสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน และลดความผิดพลาดในการจัดการข้อมูลผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งในด้านบุคลากรและพื้นที่บริการ โดยช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบริหารคิวผู้ป่วยได้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสมสามารถยกระดับการบริหารจัดการภายในหน่วยบริการ เพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบริการในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้กับหน่วยบริการอื่นภายในโรงพยาบาลเพื่อเสริมสร้างระบบบริการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น</p> ศิริรัตน์ ชัยวร รพี มณีงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-17 2026-05-17 15 1 e1563 e1563 การวิเคราะห์ประโยชน์จากการพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลค่าการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุด อย่างมีนัยสำคัญ ในการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย จากแนวคิด หนึ่งกิจกรรม สองคุณประโยชน์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1359 <p> การเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์หาค่าการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดอย่างมีนัยสำคัญโดยขอความร่วมมือจากบุคลากร วัตถุประสงค์ เพื่อลดระยะเวลาในการเก็บข้อมูล และเพื่อให้บุคลากรทราบสภาวะสุขภาพด้านมวลไขมันและมวลกล้ามเนื้อของตนเอง โครงการนี้ดำเนินกิจกรรมแบบคู่ขนานคือ การเก็บข้อมูลเพื่อหาค่าความแม่นยำในการจัดท่าของนักรังสีการแพทย์สำหรับการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย และการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกายให้กับบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา พบว่าสามารถลดระยะเวลาการเก็บข้อมูล จากที่คาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 เดือนเหลือเพียง 3 เดือน ซึ่งช่วยให้แพทย์ใช้ประกอบในการแปลผลและพิจารณาการดูแลรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น ด้านประโยชน์ต่อบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 90 ราย อายุเฉลี่ยของบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการคือ 42 (9.2) ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 82.2 ผลการตรวจพบว่า บุคลากรมีโรคอ้วนร้อยละ 8.33, มีมวลกล้ามเนื้อต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 16.7, และบุคลากรมีประวัติไม่ได้ออกกำลังกายร้อยละ 48.8 หลังจากที่บุคลากรได้รับทราบผลการตรวจองค์ประกอบร่างกายและได้รับคำแนะนำจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการออกกำลังกายของโครงการแล้ว พบว่าบุคลากรมีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพอยู่ในระดับ มาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.1 (0.3) คะแนน และรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริการที่ดีสำหรับผู้ป่วยอยู่ในระดับ มาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.0 (0.3) คะแนน ผลการประเมินประโยชน์ของกิจกรรมในมุมมองของบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ อยู่ในระดับ มาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.0 (0.3) คะแนน สรุป การจัดกิจกรรมคู่ขนานในรูปแบบหนึ่งกิจกรรม สองคุณประโยชน์ นอกจากจะช่วยให้นักรังสีการแพทย์สามารถลดระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ค่า LSC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในหน่วยงาน</p> ผาณิต ฤกษ์ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-17 2026-05-17 15 1 e1359 e1359 วิธีการพัฒนาทักษะใหม่และเพิ่มทักษะเพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยในประเทศไทย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1368 <p>บทความวิชาการ เรื่อง วิธีการพัฒนาทักษะใหม่และเพิ่มทักษะเพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีความสำคัญกับการพัฒนาทักษะใหม่ และเพิ่มทักษะเพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จากการศึกษาเอกสาร และแหล่งความรู้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะใหม่และเพิ่มทักษะเพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก 1) การอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมและการนำทักษะและการฝึกทักษะใหม่ไปใช้ในระดับอุดมศึกษานั้นประกอบด้วยกุญแจสำคัญสำหรับนโยบายและการปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดกลยุทธ์ทั่วทั้งระบบ การดึงดูดและสนับสนุนผู้เรียนและบุคลากร การสนับสนุนการจัดหา การมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมและนายจ้าง 2) การส่งเสริมและนวัตกรรมดิจิทัลผ่านการเพิ่มทักษะและการฝึกทักษะใหม่ในระดับอุดมศึกษานั้นประกอบด้วยตัวเลือกสำหรับนโยบายและการปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดกลยุทธ์ทั่วทั้งระบบ การสนับสนุนการจัดหาการเพิ่มทักษะและการฝึกทักษะใหม่ในระดับอุดมศึกษา การดึงดูดและสนับสนุนผู้เรียน บุคลากร การรับประกันการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมและนายจ้าง วิธีการพัฒนาทักษะใหม่และเพิ่มทักษะ เพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาทักษะบุคลากรที่สนับสนุนการจัดการในมหาวิทยาลัยไทย และสามารถพัฒนาทักษะที่สนับสนุนนวัตกรรมสีเขียวและดิจิทัลได้เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดการศึกษา และบริหารจัดการมหาวิทยาลัยบรรลุตามที่วางไว้ วิธีการพัฒนาทักษะใหม่และเพิ่มทักษะเพื่อการจัดการมหาวิทยาลัยในประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัยและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากรมหาวิทยาลัยไทยได้</p> อรรถพล จันทร์สมุด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-15 2026-06-15 15 1 e1368 e1368 การยกระดับกระบวนการทดสอบซอฟต์แวร์ด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ Katalon Studio กรณีตัวอย่าง ระบบบริหารจัดการการให้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลศิริราช https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1557 <p>การทดสอบซอฟต์แวร์ (Software Testing) ถือเป็นกระบวนการสำคัญในวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานของซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามความต้องการที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ซอฟต์แวร์มีโครงสร้างและฟังก์ชันการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การทดสอบด้วยมนุษย์ (Manual Testing) อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการในด้านความรวดเร็วและความแม่นยำได้อย่างเพียงพอ การนำเครื่องมือทดสอบอัตโนมัติ (Automated Testing Tools) มาใช้ในการทดสอบซอฟต์แวร์ จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายโดยบทความนี้จะกล่าวถึงประสิทธิภาพของเครื่องมืออัตโนมัติในการทดสอบซอฟต์แวร์โดยใช้ Katalon Studio เป็นเครื่องมือหลักในการทดสอบ ผ่านกรณีตัวอย่าง ระบบบริหารจัดการการให้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งดำเนินการทดสอบซ้ำ 10 รอบ จากผลการทดสอบพบว่าเครื่องมือ Katalon Studio ใช้เวลาเฉลี่ย 37.24 วินาที ในขณะที่การทดสอบโดยมนุษย์ใช้เวลาเฉลี่ย 120.6 วินาที แสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องมือทดสอบอัตโนมัติสามารถลดระยะเวลาการดำเนินการได้อย่างมีนัยสำคัญ ในบทความนี้ยังวิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของเครื่องมือทดสอบอัตโนมัติเปรียบเทียบกับการทดสอบด้วยมนุษย์ รวมถึงอภิปรายสถานการณ์ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเสนอแนวทางในการผสมผสานทั้งสองรูปแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับกระบวนการทดสอบให้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น</p> ศุภธัช จามจรีกุล ธนบดินทร์ เชียรเจริญธนกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-11 2026-05-11 15 1 e1557 e1557 เส้นทางสู่การออกแบบเว็บไซต์สำหรับใช้ในโรงพยาบาลที่ประสบความสำเร็จด้วยหลักการออกแบบ C.R.A.P. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1558 <p>ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในทุกมิติของการดำเนินชีวิตการเข้าถึงและจัดเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์จึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เว็บไซต์จึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการให้บริการข้อมูลแก่ผู้ใช้งาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการประยุกต์ใช้เว็บไซต์ในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยในการจองนัดหมายและดูคิวเพื่อเข้ารับการรักษาผ่านทางระบบ Siriraj Connect รวมถึงการสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถบันทึกผลการตรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบเว็บไซต์ที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการ เช่น ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน การจัดระเบียบเนื้อหา การเลือกใช้สี รูปแบบการนำเสนอ และประสิทธิภาพในการทำงาน ก่อนเริ่มกระบวนการพัฒนาเว็บไซต์จึงต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการและวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งานอย่างละเอียด ในบทความนี้จึงมุ่งเน้นการนำหลักการออกแบบ C.R.A.P. ประกอบด้วย ความแตกต่าง (Contrast), การทำซ้ำ (Repetition), ตำแหน่งการจัดวาง (Alignment) และ การใช้ระยะห่าง (Proximity) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการออกแบบเว็บไซต์ โดยขั้นตอนดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งาน เพื่อสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่มีความสวยงาม ใช้งานง่าย ลดข้อผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูล และสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความพึงพอใจของผู้ใช้งานได้อย่างครบถ้วน</p> ธนบดินทร์ เชียรเจริญธนกิจ ศุภธัช จามจรีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-07 2026-06-07 15 1 e1558 e1558 กลยุทธ์ในการบริหารโครงการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเหตุการณ์ไม่คาดคิด https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1020 <p>การบริหารจัดการโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันนี้มีความจำเป็นอย่างมาก การบริหารโครงการที่ไม่รัดกุมจะส่งผลทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไป ทำให้กระทบกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องการใช้ระบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ และดำเนินงานของหน่วยงาน ในช่วงของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเร่งด่วน ฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้พัฒนาระบบสารสนเทศหลายระบบและพบว่าหลายโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของผู้จัดการโครงการ (Project Manager) มีเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดคิดในระหว่างของการพัฒนาโครงการ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ บทความนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในระหว่างการดำเนินโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และแนวทางในการแก้ไขเพื่อให้การดำเนินโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบไปด้วยการขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร, การกำหนดขอบเขต และวัตถุประสงค์ของโครงการที่ไม่ชัดเจน, การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้ในโครงการ, ความรู้สามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ, ปริมาณของงานด้านเอกสาร และรายงานมีมากจนเป็นภาระเกินไป และความขัดแย้งของสมาชิกภายในโครงการ ในบทความนี้ได้กล่าวถึงการแก้ไขเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างของการดำเนินโครงการ ซึ่งปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้า ทำให้ต้นทุนในการดำเนินโครงการเพิ่มมากขึ้นจากการขยายกรอบระยะเวลาอันเนื่องมาจากการดำเนินโครงการที่ไม่สำเร็จตามแผนของการดำเนินโครงการ และในฐานะผู้จัดการโครงการ (Project Manager) หากพบว่าการดำเนินโครงการเริ่มประสบกับปัญหาและอุปสรรค ผู้จัดการโครงการมีหน้าที่รายงานสิ่งที่พบให้กับผู้บริหารทราบ และร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินโครงการสำเร็จตามแผนการดำเนินโครงการ และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ บทความจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้จัดการโครงการและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำแนวทางการแก้ไขปัญหามาประยุกต์ใช้ได้จริงในสถานการณ์ที่หลากหลาย และเพื่อให้หน่วยงานสามารถบริหารโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> กิตติศักดิ์ แก้วบุตรดี เสรี เจริญไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-05-30 2025-05-30 15 1 e1020 e1020 ศูนย์สอบมาตรฐานภาษาต่างประเทศกับการพัฒนาทักษะภาษาเพื่ออนาคต: ก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาสู่สากล https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1620 <p>ปัจจุบันทักษะทางภาษาต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบัณฑิตในตลาดแรงงานและการศึกษาต่อ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยายังไม่มีศูนย์สอบมาตรฐานภาษาต่างประเทศเป็นของตนเอง ส่งผลให้บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไปต้องเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการสอบ บทความนี้วิเคราะห์แนวโน้มปัจจุบันของศูนย์สอบมาตรฐานภาษาต่างประเทศพร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาและดำเนินงานศูนย์สอบภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยเน้นความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และแนวทางการรับรองมาตรฐานจากองค์กรสอบระดับสากล นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการขยายบริการไปยังภาคแรงงานและประชาชนทั่วไป รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรอบรมและแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ศูนย์สอบสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านภาษาระดับภูมิภาคได้ในอนาคต</p> อริสสา บัวเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-15 2026-05-15 15 1 e1620 e1620 การประยุกต์ใช้ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์กับระบบสารสนเทศทางการแพทย์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1445 <p> เทคโนโลยีและนวัตกรรมในปัจจุบันพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ส่งผลทำให้การบริการมีความรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และมีความปลอดภัยมากขึ้น ฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในด้านการบริการ ด้านการแพทย์ การศึกษาและการวิจัย ส่งผลให้มีระบบสารสนเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องการให้ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันส่งข้อมูลระหว่างระบบได้อย่างถูกต้อง และพร้อมใช้งานตลอดเวลา ดังนั้นส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (Application Programming Interface: API) จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ และเป็นอีกหนึ่งแนวทาง ที่ตอบโจทย์ในการส่งผ่านข้อมูลทำให้การบริการ ส่งผลให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ สามารถกระทำได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ส่งผลทำให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลสามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (Application Programming Interface: API) เป็นอีกหนึ่งแนวทางของเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่งได้ โดยมี API เป็นตัวกลางในการรับคำสั่งจาก Application และทำการนำคำสั่งเหล่านั้นไปประมวลผลข้อมูล แล้วทำการส่งข้อมูลที่ตรงกันกลับไป และ Application สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานได้ต่อไป ด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นทำให้ปัจจุบันนี้พบว่าการใช้งานอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรขนาดเล็ก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ประยุกต์ใช้ส่วนต่อขยายโปรแกรมประยุกต์สนับสนุนการทำงานระบบฐานข้อมูลเวชภัณฑ์ (Medical Supply Master) ให้เชื่อมโยงกับระบบจ่ายยาและเวชภัณฑ์ผู้ป่วยนอก (SiOP) เมื่อผู้ใช้งานได้ทำการปรับปรุงข้อมูลเวชภัณฑ์ที่ระบบระบบระบบฐานข้อมูลเวชภัณฑ์ ข้มมูลเวชภัณฑ์จะถูกเรียกใช้จากระบบ SiOP ทำให้ระบบได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ส่งผลให้การบริการผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและสร้าง ความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น</p> เสรี เจริญไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-12 2026-05-12 15 1 e1445 e1445