วารสารวิชาการ ปขมท. https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal <p>วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) จัดทำขึ้นโดยที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อันเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันและบังเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน</p> <p>ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นผลงานทางวิชาการและบทความวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น เป็นผลงานที่แก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง หรือเป็นงานวิจัยสถาบัน เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินเกี่ยวกับองค์กร หรือเป็นผลวิจัยและค้นคว้าหรือสำรวจ หรือบทความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่ยังไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ 3) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยบทความวิจัยและบทความวิชาการที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ปขมท. นี้ จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (Peer review) ก่อน จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ โดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป) และผ่านความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการวารสาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ (Double blind) และผู้ประเมินไม่อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียนบทความ (<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1dO_ncL-qJkkMCMQfy0OmLOEjrLcQGf36?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">CUAST Journal Template</a>) <img src="https://wjst.wu.ac.th/public/site/images/admin/newdata12.gif" alt="" /></p> <p><strong>ประเภทของบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> 1. บทความวิจัย <br /> 2. บทความวิชาการ <br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong><br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ</strong><br /> 25-30 บทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong><br /> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) ไม่มีค่าธรรมเนียมการส่งบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในกระบวนการจัดการบทความ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์เผยแพร่ใดๆ ทั้งสิ้น</p> <p><strong>หัวหน้าบรรณาธิการ</strong><br /> <a href="https://biography.oas.psu.ac.th/biography_management/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noopener">ศาสตราจารย์ ดร.ปริศวร์ ยิ้นเสน</a> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี</p> <p><strong>สำนักพิมพ์</strong><br /> ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.)</p> <p><strong>หมายเหตุ</strong> วารสารวิชาการ ปขมท. (CUAST Journal) กำหนดค่าการตรวจความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม CopyCatch ผ่านเว็บไซต์ Thaijo สำหรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p> th-TH cuast.journal2@gmail.com (CUAST Journal) cuast.journal2@gmail.com (วารสารวิชาการ ปขมท. ) Tue, 01 Jul 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1448 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร <br />โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 2,075 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 648 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (GPAX) โดยเฉลี่ยของนิสิตเท่ากับ 2.97 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คุณภาพการสอนของอาจารย์ ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ เจตคติต่อการเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, 4.58, 4.52, 4.49, 4.16 และ 4.05 ตามลำดับ) 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน คุณภาพการสอนของอาจารย์ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และระบบสนับสนุนการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ในขณะที่ปัจจัยด้านเจตคติต่อการเรียนและความสัมพันธ์กับเพื่อนไม่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากผลการวิจัย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการควรดำเนินกิจกรรมเชิงรุกเพื่อกระตุ้นแรงจูงใจและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนิสิต ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการสอนของอาจารย์และระบบสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้นิสิตบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มอัตราการสำเร็จการศึกษาในที่สุด</p> เนตรนภา บาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1448 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2469 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากร ด้านลักษณะงาน ด้านวัฒนธรรมหรือจุดมุ่งหมายขององค์กร ด้านภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชา ด้านเพื่อนร่วมงาน ที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร ในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในปี 2566 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ที่ 1.00 ค่าความเที่ยง ที่ .98 และค่าเชื่อมั่นที่ .98 ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 85.92 ของบุคลากรทั้งหมด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านเพื่อนร่วมงานด้านวัฒนธรรมหรือจุดมุ่งหมายขององค์กร ตามลำดับ และ ด้านภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> ธัญญ์ชนาธร ธัญญ์ชัญญาธารก์, ศศิวิมล ฟองตา, ทัศยาภรณ์ กาตาสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2469 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ตัวแปรจำแนกกลุ่มไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2424 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการไม่สำเร็จการศึกษาและตัวแปรจำแนกกลุ่มไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด 2) ศึกษาตัวแปรที่ดีที่สุดในการจำแนกกลุ่มและสร้างสมการจำแนกกลุ่มไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ชั้นปีที่ 5 (เข้ารหัส 60) และชั้นปีที่ 4 (เข้ารหัส 61) ที่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด จำนวน 317 คน และไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด จำนวน 181 คน รวมทั้งสิ้น 498 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ตัวแปรจำแนกกลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p>1) ตัวแปรจำแนกกลุ่มนักศึกษาที่ไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด พบว่า กลุ่มสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลา มีระดับการรับรู้เกี่ยวกับตัวแปรจำแนกการสำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง (= 2.69) โดยด้านอาจารย์ผู้สอน มีระดับการรับรู้สูงสุด (= 2.88) รองลงมาคือ ด้านสถานศึกษา (= 2.71) และด้านตัวนักศึกษา (= 2.59) กลุ่มไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลา มีระดับการรับรู้เกี่ยวกับตัวแปรจำแนกการสำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.25) โดยด้านตัวนักศึกษา มีระดับการรับรู้สูงสุด (= 3.27) รองลงมาคือ <br>ด้านอาจารย์ผู้สอน (= 3.24) และด้านสถานศึกษา (= 3.23)</p> <p>2) ตัวแปรที่ดีที่สุดในการจำแนกกลุ่มนักศึกษาที่ไม่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด ได้แก่ ปัจจัยด้านตัวนักศึกษา และปัจจัยด้านสถานศึกษา ซึ่งเขียนเป็นสมการจำแนกในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p>สมการจำแนกกลุ่มในรูปคะแนนดิบ</p> <p>Y = -2.92 + 0.66X1 + 0.35X2</p> <p>สมการจำแนกกลุ่มในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p>ZY = 0.75ZX1 + 0.40ZX2</p> อรวรรณ ปันทะนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2424 Thu, 18 Sep 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการ และความพึงพอใจในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3227 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการและความพึงพอใจในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของนิสิตในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ รวมรายด้าน 4 ด้าน ในภาพรวมนิสิตมีความต้องการของนิสิตในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 3.97, S.D.= 0.20) เมื่อแบ่งเป็นรายด้าน พบว่า ลำดับแรก คือ ความต้องการเครื่องมือ/วัสดุ/อุปกรณ์ การเรียน อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.27, S.D. = 0.43) รองลงมา คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียน อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.12, S.D.= 0.32) ลำดับที่สาม คือ ด้านการให้บริการ อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 3.78, S.D.= 0.37)</p> <p>ความพึงพอใจของนิสิตในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ รวมรายด้าน 5 ด้าน ในภาพรวมนิสิตมีความพึงพอใจของนิสิตในการใช้ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.08, S.D. = 0.19) เมื่อแบ่งเป็นรายด้าน พบว่า ลำดับแรก คือ ด้านการให้บริการของเจ้าหน้าที่ อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.70, S.D. = 0.23)&nbsp; รองลงมา คือ ด้านคุณภาพการให้บริการ อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.31, S.D. = 0.27) ลำดับที่สาม คือ ด้านความสะดวกและการประสานการให้บริการ อยู่ในระดับมาก &nbsp;(<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">= 4.17, S.D. = 0.40)&nbsp;</p> ตรีญาภัทร์ แสงตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3227 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา เพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence: EdPEx) ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2465 <p>การศึกษา “การรับรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence: EdPEx) ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา” ครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ ทัศนคติ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษาฯ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมต่อการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษากับผลการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามจากผู้บริหาร หัวหน้างาน และบุคลากรที่รับผิดชอบการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา จำนวน 24 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การรับรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก การดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา ภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้เกณฑ์คุณภาพการศึกษากับผลการดำเนินงาน ภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับสูง (0.76** <em>r</em> &nbsp;0.89**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษากับผลการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา ภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับสูง (0.69** <em>r</em> &nbsp;0.70**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมต่อการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษากับผลการดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษา ภาพรวมและทุกด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับสูง (<em>r </em>= 0.77**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> เกียรติษฎา ภูมิเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2465 Mon, 22 Sep 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาต้นทุนการถอนกระบวนวิชาของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2165 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถิติการถอนกระบวนวิชา ศึกษาต้นทุนที่เกิดจากการถอนกระบวนวิชา และศึกษาสาเหตุของการถอนกระบวนวิชาของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีการศึกษา ระหว่างปีการศึกษา 2562–2564 จากสำนักทะเบียนและประมวลผล กลุ่มประชากร ได้แก่ ข้อมูลการถอนกระบวนวิชาของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยสรุปเชิงพรรณนาหรือจำแนกเป็นประเด็นสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า มีการถอนกระบวนวิชารวมทั้งสิ้น 6,841 หน่วยกิต แบ่งเป็นกระบวนวิชาบรรยาย 6,624 หน่วยกิต (ร้อยละ 96.83) และกระบวนวิชาปฏิบัติการ 217 หน่วยกิต (3.17) โดยมีต้นทุนรวมทั้งสิ้น 1,279,120 บาท แบ่งเป็นต้นทุนจากการถอนกระบวนวิชาบรรยาย 1,192,320 บาท (ร้อยละ 93.21) และกระบวนวิชาปฏิบัติการ 86,800 บาท (ร้อยละ 6.79) ในด้านสาเหตุของการถอนกระบวนวิชา (เกรด W) พบว่ามีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การไม่เข้าชั้นเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด การเก็บชั่วโมงกิจกรรมไม่ครบถ้วน การมีคะแนนสอบกลางภาคต่ำ ความไม่พร้อมหรือไม่ต้องการเสี่ยงเรียนต่อ ปัญหาตารางสอบซ้อน ตารางเรียนซ้อน การลงทะเบียนเรียนผิดกระบวนวิชา การขาดสอบ ปัญหาสุขภาพ และความประสงค์สอบเข้าศึกษาใหม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และเป็นต้นทุนแฝงที่มีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการหลักสูตรของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p> ณธชัย แจ๋วเจริญกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2165 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเตรียมและการประเมินประสิทธิผลของปัสสาวะเทียม เพื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2470 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมปัสสาวะเทียมใช้ในการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ และประเมินประสิทธิผลของปัสสาวะเทียม เนื่องจากการใช้ปัสสาวะผู้ป่วยมีข้อจำกัดหลายด้าน ประกอบกับคุณภาพของปัสสาวะผู้ป่วยไม่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การเรียนการสอน จึงมีความต้องการพัฒนางานการเตรียมตัวอย่างปัสสาวะเทียมให้สามารถนำมาใช้สอนนักศึกษาแทนตัวอย่างจริงจากทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล&nbsp; โดยการเตรียมปัสสาวะเทียมให้มีส่วนประกอบใกล้เคียงกับปัสสาวะจริงจากมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มตัวอย่าง ตามค่า pH และความถ่วงจำเพาะที่ปรับให้เท่ากับ 6.0; 1.015, 7.0; 1.010 และ 8.0; 1.005 ตามลำดับ จากนั้นทำการศึกษาคุณภาพความคงตัวของปัสสาวะเทียม โดยใช้แถบทดสอบปัสสาวะตรวจ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลารวม 8 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าปัสสาวะเทียมทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่าง ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ pH และความถ่วงจำเพาะ นอกจากนี้ สารเคมีที่ใช้เตรียมตัวอย่างปัสสาวะเทียมไม่มีผลต่อแถบตรวจปัสสาวะ ได้แก่ leukocyte, nitrite, protein, glucose, ketone, urobilinogen และ bilirubin โดยให้ผล Negative ทั้ง 8 สัปดาห์ ทำการทดลองเพิ่มเติมโดยการเติมน้ำตาลกลูโคส 4 ระดับ ได้แก่ 0.15, 0.25, 0.50 และ 1.15 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ลงในปัสสาวะเทียม และตรวจวัดซ้ำ 3 ครั้ง แถบตรวจปัสสาวะให้ผลบวก ระดับ 1+ ถึง 4+ เหมือนกันทั้ง 3 ครั้ง การทดลองปรับระดับสีของปัสสาวะเทียม ทำได้โดยเติมสารละลายสีผสมอาหารสีเหลืองลงในปัสสาวะเทียมในปริมาตรต่าง ๆ สามารถอ่านสีด้วยตาเปล่าได้ 3 ระดับ ได้แก่ สีเหลืองอ่อน (ใช้สีผสมอาหาร 10 ไมโครลิตร) สีเหลือง (ใช้สีผสมอาหาร 20-90 ไมโครลิตร) และสีเหลืองเข้ม (ใช้สีผสมอาหาร 100-150 ไมโครลิตร) ผลการศึกษายังพบว่าสีผสมอาหารไม่มีผลรบกวนต่อแถบทดสอบปัสสาวะ การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้วิธีการเตรียมปัสสาวะเทียมอย่างง่าย มีคุณภาพความคงตัวนาน สามารถปรับเพิ่มเติมสารอื่นเพื่อจำลองปัสสาวะผู้ป่วยได้ และลดข้อจำกัดในการใช้ปัสสาวะผู้ป่วยในการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ การวิจัยนี้สามารถนำไปปรับใช้ในงานทดลองทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และงานด้านการเรียนการสอนของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ได้</p> กรสิริ ไสยรส, คมกฤษณ์ สุขไมตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2470 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการด้านการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของฝ่ายวิชาการและวิจัย สำหรับนิสิตวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2425 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของฝ่ายวิชาการและวิจัย 2) ศึกษาแนวทางการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของฝ่ายวิชาการและวิจัย สำหรับนิสิตวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ซึ่งเก็บข้อมูลจากนิสิต ชั้นปีที่ 1-4 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 314 คน โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) พบว่า ความต้องการด้านการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.21, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.60 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการด้านการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ มากที่สุด คือ ด้านลักษณะของระบบสังคม (ค่าเฉลี่ย = 4.31, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.67) ประเด็นที่มีความต้องการด้านการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ มากที่สุด คือ การให้บริการของฝ่ายวิชาการและวิจัยผ่านระบบออนไลน์เปิดโอกาสให้นิสิตมีทางเลือกในการรับบริการมากขึ้น เช่น การประหยัดค่าใช้จ่ายเดินทางไปวิทยาลัย ประหยัดเวลาในการเดินทาง (ค่าเฉลี่ย = 4.39, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.77) นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่มี เพศ การใช้ระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์แตกต่างกัน จะมีความต้องการด้านการให้บริการผ่านระบบออนไลน์โดยรวมแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ทั้งนี้ ควรมีการให้บริการของฝ่ายวิชาการและวิจัยผ่านระบบออนไลน์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตมีทางเลือกในการรับบริการ ซึ่งอาจเป็นการให้บริการควบคู่กันระหว่างการบริการรูปแบบเดิมและการให้บริการผ่านระบบออนไลน์เพื่อเข้ากับระบบสังคมในปัจจุบัน โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับนิสิตและผู้รับบริการ</p> ณัฏฐนันท์ สุวงศ์ษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2425 Thu, 18 Sep 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ต้นทุนทางตรงของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1019 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนทางตรงของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีงบประมาณ 2565 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564–กันยายน 2565) ทำการศึกษาย้อนหลัง และเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยการศึกษาต้นทุนนี้มองในฐานะของผู้ให้บริการเท่านั้น รูปแบบการศึกษาเป็นวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อหาจำนวน ร้อยละ และสัดส่วนในการบรรยายลักษณะต้นทุน ผลการศึกษาพบว่าโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (ปีงบประมาณ 2565) มีต้นทุนรวมทางตรงเท่ากับ 537,868,483.03 บาท คิดเป็นสัดส่วนของต้นทุนค่าลงทุน : ต้นทุนค่าแรง : ต้นทุนค่าวัสดุ เท่ากับ 48.82 : 25.62 : 25.56 ตามลำดับ ต้นทุนค่าลงทุนมีสัดส่วนสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นค่าเสื่อมราคาครุภัณฑ์ (ร้อยละ 52.56 ) รองลงมาเป็นค่าเสื่อมราคาอาคารและสิ่งปลูกสร้าง (ร้อยละ 42.33) ต่ำสุดเป็นค่าเสื่อมราคาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 2.38) ต้นทุนค่าแรงเป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำ มีค่าสูงสุด (ร้อยละ 64.34) รองลงมาเป็นค่าตอบแทนนอกเวลา<br />(ค่าล่วงเวลา) (ร้อยละ 15.35) ต่ำสุดเป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการ (ร้อยละ 7.90) ต้นทุนค่าวัสดุ เป็นค่าใช้สอยมีค่าสูงสุด (ร้อยละ 85.22) รองลงมาเป็นค่าวัสดุ (ร้อยละ 12.35) ต่ำสุดเป็นค่าสาธารณูโภค (ร้อยละ 2.43) อย่างไรก็ตามในการศึกษาครั้งนี้มีข้อจำกัด คือ เริ่มมีการบันทึกข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2565 <br />จึงยังไม่สามารถกระจายต้นทุนรวมโดยตรงของแต่ละหน่วยงานไปยังหน่วยบริการผู้ป่วย และคิดต้นทุนต่อหน่วยบริการได้</p> จันทรวดี สพานทอง, ทัตพิชา ศิริรักษ์, พวงเพชร ราชพิบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1019 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาช่องทางการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3228 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาช่องทางในการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ &nbsp;ปีการศึกษา 2565 โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามความสะดวก ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างอย่างน้อยจำนวน 99 คน เนื่องจากในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีคณะทั้งหมด 16 คณะ และ 4 วิทยาลัย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (simple random sampling) สุ่มนิสิตในแต่ละคณะ มาคณะละ 10 คน รวมเป็นตัวอย่างทั้งสิ้น 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่าช่องทางในการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ สื่อออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 95.00 โดยปัจจัยที่เลือกผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ช่องทางนี้พบว่า เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 42.50 รองลงมาเป็นสื่อที่สามารถทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และเป็นสื่อที่สามารถทำให้กลุ่มคนรับรู้ข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก คิดเป็นร้อยละ 21.00 และ 14.50 ตามลำดับ</p> ฉันทนียา วิศปาแพ้ว, จุฬาภรณ์ สมตน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3228 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2466 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา ของนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ที่ทำการศึกษา จำนวน 224 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0<strong>.</strong>96 นำเสนอข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ Pearson<strong>’</strong>s Chi<strong>-</strong>square test และ Fisher's exact test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0<strong>.</strong>05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ร้อยละ 42.41 มีความต้องการที่จะศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาของสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ เหตุผลในการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาในระดับมากที่สุด ได้แก่ คณาจารย์ (42.41%) และเหตุผลส่วนตัว (40.63%) ในระดับมาก ได้แก่ หลักสูตรและการสอน (45.98%) สิ่งอำนวยความสะดวก (44.64%) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ( 41.52%) ความสามารถในการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา (40.63%) ข้อมูลและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ (39.73%) ชื่อเสียงของสถาบัน (39.29%) และในระดับปานกลาง ได้แก่ การสนับสนุนจากครอบครัว (49.55%) ปัจจัยต่อไปนี้พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความปรารถนาที่จะศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา: เกรดเฉลี่ยระดับปริญญาตรี เหตุผลส่วนตัว การสนับสนุนจากครอบครัว ชื่อเสียงของสถาบัน คณาจารย์ หลักสูตรและการสอน ความสามารถในการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวก ข้อมูลและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และปัจจัยทางเศรษฐกิจ (p-value &lt; 0.05)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้&nbsp; สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยลักษณ์ จะนำผลไปสู่แนวทางการกำหนดนโยบาย การวางแผน และการกำหนดกลยุทธ์สำหรับการรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของสำนักวิชา และรักษาไว้ซึ่งคุณภาพของอาจารย์ผู้สอน ความมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับทางด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรที่มีเนื้อหารายวิชาที่ทันสมัยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน</p> สุริษา หาญใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2466 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบ Awesome table จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใส คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2421 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 1) เพื่อพัฒนารูปแบบ Awesome table จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใส คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพ รูปแบบ Awesome table จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใส คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจรูปแบบ Awesome table จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใส คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออก 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศ จำนวน 10 คน 2) กลุ่มผู้ใช้งานระบบ ประกอบด้วยผู้บริหาร มหาวิทยาลัย&nbsp; จำนวน 4 คน หัวหน้าภาควิชา จำนวน 3 คน และหัวหน้าสาขาวิชา จำนวน 3 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 20 คน โปรแกรมได้รับการออกแบบให้อำนวยความสะดวกในการป้อนข้อมูล การค้นหาและการรายงานผล ฐานข้อมูลที่ออกแบบภายใต้ Google sheets วิธีการประเมินการทดสอบ black box testing ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนารูปแบบ Awesome table จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใส คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ การทำงานหลัก ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนผู้ดูแลระบบ และบุคคลทั่วไป การหาประสิทธิภาพ ของการพัฒนารูปแบบ ภาพรวมมีความเห็นอยู่ในระดับมาก (μ= 3.75, σ= 0.95) และความพึงพอใจของผู้ใช้งานภาพรวมมีความเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 3.74, σ = 0.96).</p> อรรถพล จันทร์สมุด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2421 Thu, 18 Sep 2025 00:00:00 +0700 การจัดทำรายงานแสดงมโนภาพข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงการและงบประมาณ โดยประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Power BI https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2471 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายงานและประเมินประสิทธิภาพรวมถึงความพึงพอใจ การจัดทำรายงานแสดงมโนภาพข้อมูลการบริหารโครงการและงบประมาณ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Power BI ในการจัดทำเพื่อใช้เป็นรายงานข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณการจัดโครงการและกิจกรรม และใช้ประกอบการวางแผนและบริหารจัดการโครงการให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจเพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าไว้ในแผนพัฒนาการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมและโครงการของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้อนหลังระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – พ.ศ. 2565 ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า การจัดทำรายงานแสดงมโนภาพข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงการและงบประมาณ โดยประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft Power BI สามารถสร้างรายงานแสดงมโนภาพข้อมูลการจัดโครงการและกิจกรรมได้หลายมิติที่น่าสนใจ การแสดงผลข้อมูลที่ตอบสนองต่อการเลือกดูข้อมูลในมุมมองต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจง่าย สะดวกต่อการใช้งาน สามารถอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและจัดเก็บข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยรวม (𝑥̅ = 4.76, SD. = 0.33) และช่วยพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดทำรายงานสำหรับการนำเสนอผู้บริหาร เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนในการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ</p> อริษา ทาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2471 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 ถังดับเพลิงอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตามองค์ประกอบมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย (ESPReL) https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2462 <p>การศึกษานี้เป็นงานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลถังดับเพลิงของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ <br>ตามองค์ประกอบมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย (ESPReL) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารจัดการถังดับเพลิง จากการสำรวจ พบว่า คณะมีถังดับเพลิงตามประเภทสารเคมีที่บรรจุ 3 ประเภท <br>คือ ผงเคมีแห้ง น้ำยาเหลวระเหย และสูตรเคมีน้ำ วิเคราะห์ตามข้อกำหนดของอาคาร มี 4 อาคาร ที่ติดตั้งถังดับเพลิงตามข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคาร ได้แก่ อาคารปฏิบัติการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อาคารศูนย์บริการสัตว์ทดลอง อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ยางพารา และอาคารแก๊สเฮ้าส์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการ <br>มีพื้นที่ 56,560.4 ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 76.8 และมีถังดับเพลิง จำนวน 265 ถัง คิดเป็นร้อยละ 82.3 วิเคราะห์<br>ตามลักษณะห้องปฏิบัติการ ทุกสาขาใช้มาตรฐาน ESPReL เป็นแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย มีประเภทของถังเหมาะสมกับห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ผงเคมีแห้ง จำนวน 124 ถัง คิดเป็นร้อยละ 46.8 สามารถดับเพลิงประเภท ABC น้ำยา<br>เหลวระเหย จำนวน 63 ถัง คิดเป็นร้อยละ 23.8 สามารถดับเพลิงประเภท ABC/ABCK และสูตรเคมีน้ำ จำนวน 78 ถัง <br>คิดเป็นร้อยละ 29.4 สามารถดับเพลิงประเภท ABCDK ดับเพลิงได้ทุกประเภท และได้วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา<br>โดยการนําหลักการ 5 Why Analysis พบว่า ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้ศึกษาข้อกำหนด ไม่ได้รับการอบรม และไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และใช้ PDCA มาปรับปรุงกระบวนการ จัดอบรมให้ความรู้ มีผู้รับผิดชอบ มีขั้นตอนการตรวจสภาพถังดับเพลิงทุก ๆ 3 เดือน ให้พร้อมใช้งาน และวัดผลการประเมินการสำรวจความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ ด้านงานระบบฉุกเฉินและระบบติดต่อสื่อสาร ก่อนการปรับปรุงกระบวนการมีคะแนน ร้อยละ 59.4 และหลังการปรับปรุงกระบวนการ<br>มีคะแนน ร้อยละ 67.0&nbsp; มีผลคะแนนการประเมินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7</p> ธัญญาภรณ์ บุญเพ็ชร, สุพัตรา แก้วทะโร , ปัญชลิกา เดชะมาก , กัมพล นันทรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2462 Mon, 22 Sep 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของพฤติกรรมปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัลที่มีต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1029 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมการปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัลและระดับความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ของพนักงานสายสนับสนุน และ 2) ศึกษาผลกระทบของพฤติกรรมปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัล ที่มีต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ของพนักงานสายสนับสนุน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มโดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ จำนวน 260 คน กรณีศึกษาพนักงานสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 143 คน คิดเป็น ร้อยละ 55 ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย <br />ร้อยละ ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัลและความสำเร็จในการปฏิบัติงานโดยรวมและรายด้านของพนักงานสายสนับสนุน อยู่ในระดับมากและมีความแปรผันอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ทั้งกลุ่ม โดยมีค่าเฉลี่ยและค่าสัมประสิทธิ์<br />การแปรผัน (4.34) และ (4.23) ตามลำดับ 2) ความสำเร็จในการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุน พบว่า พฤติกรรมปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัลในทุกด้านมีผลกระทบเชิงบวกต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานโดยรวม <br />ของพนักงานสายสนับสนุน มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.732 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />โดยพฤติกรรมปรับตัวการทำงานในยุคดิจิทัลทั้ง 2 ด้าน สามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการปฏิบัติงานโดยรวม <br />ได้ร้อยละ 53.60 (R<sup>2</sup>=0.536) มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ (S.E.est.) เท่ากับ 0.337 สมการ<br />การพยากรณ์ความสำเร็จในการปฏิบัติงานโดยรวม ของพนักงานสายสนับสนุน คือ JOB = 1.060 + 0.290NEW + 0.444NEG</p> ประภัสสร จรัสอรุณฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1029 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e - payment) ของเจ้าหน้าที่การเงิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3230 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศการรับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e –payment) และเพื่อเสนอแนวทางการใช้งานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้ประชากรทั้งหมดเป็นหน่วยวิจัย ได้แก่ นักวิชาการเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป (ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี) จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น (α) เท่ากับ 0.961 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน และด้านความง่ายในการใช้งาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e–payment) ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation">= 4.21) และมีประสิทธิภาพการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศการรับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e–payment) ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation">= 4.29) โดยพบว่าปัจจัยด้านการรับรู้ถึงประโยชน์และด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e - payment) และมีแนวทางส่งเสริมการใช้งานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น <br>คือ 1) ควรส่งเสริมปัจจัยด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ในการใช้งานให้กับเจ้าหน้าที่การเงินของมหาวิทยาลัยมหาสารคามมากขึ้น มุ่งเน้นความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอ 2) ควรส่งเสริมปัจจัยด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน มุ่งเน้นความไว้วางใจของผู้ให้บริการ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความทันสมัยให้กับหน่วยงานได้</p> ลัดดาวัลย์ พรสอน, ศรัณย์ภัทร์ ชิณสงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3230 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงเว็บไซต์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2467 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการปรับปรุงเว็บไซต์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบสอบถามและเว็บไซต์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ จำนวน 368 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการปรับปรุงเว็บไซต์ พบว่า โปรแกรม WordPress เปิดให้โหลดไปติดตั้งได้ฟรี มีธีมดีไซน์สวยงามให้เลือก สามารถปรับแต่งได้ยืดหยุ่น <br>มีระบบการจัดหน้า สามารถปรับแต่ง Layout ได้อิสระด้วยวิธี Drag &amp; Drop โดยไม่ต้องเขียน Code ปรับแต่งง่าย ยืดหยุ่นสูง ประสิทธิภาพดี ปลอดภัย สามารถปรับแต่งได้แบบ Drag &amp; Drop Plugin และรองรับ Mobile Responsive ซึ่งได้ปรับปรุงเว็บไซต์การจัดการเมนู และการจัดโครงสร้างเว็บไซต์ โดยสร้างเป็นแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ คือ หน้าเว็บหลัก ได้แก่ หน้าเข้าสู่ระบบ หน้าจัดการเมนูทั้งหมด แสดงเมนู เกี่ยวกับคณะประวัติความเป็นมา Home คณะผู้บริหารคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Home บุคลากร Home คณะ Home ศูนย์/งาน/โครงการ Home ลิงค์หน่วยงานภายใน Home หน่วยงานอื่น ๆ&nbsp; หน้าเมนู หลักสูตรที่เปิดสอน Home บริหาร Home ประกันคุณภาพ Home กิจการนักศึกษา หน้าเมนู และหลักสูตรระยะสั้น สพม.33 โดยผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการปรับปรุงเว็บไซต์ พบว่า โดยภาพรวมรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับ ได้แก่ ด้านการจัดรูปแบบข้อความ ด้านคุณภาพการให้บริการ <br>และด้านความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล</p> สังเวียน ก้อนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2467 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเศษคอนกรีตเหลือทิ้งทางการศึกษาสู่อิฐบล็อกประสานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2422 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการเศษคอนกรีตเหลือทิ้งทางการศึกษา โดยนำกลับมาใช้เป็นส่วนผสมของอิฐบล็อกประสาน และพัฒนาให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดเศษวัสดุ สร้างความตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนใกล้เคียงได้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อวัสดุการศึกษา (หิน) และค่าจ้างเหมากำจัดวัสดุคอนกรีตเหลือทิ้งทางการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึง 2565 แล้วทำการย่อยเศษคอนกรีตเพื่อนำกลับมาใช้ในการเรียนการสอน และนำเศษคอนกรีตที่มีขนาดเล็กกว่า 4.75 มม. (หินฝุ่น) เป็นส่วนผสมของอิฐบล็อกประสาน พบว่า กรณีใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิม จะเสียงบประมาณค่าจัดซื้อและค่าจ้างเหมากำจัดเฉลี่ยปีละ 11,013.30 บาท หากนำกระบวนการวิจัยนี้ไปใช้บริหารจัดการเศษคอนกรีตเหลือทิ้งทางการศึกษา จะไม่ต้องเสียงบประมาณค่าจ้างเหมากำจัด และลดจำนวนการสั่งซื้อวัสดุการศึกษา (หิน) ปีละประมาณ 3 ตัน และหินฝุ่นที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ เมื่อนำไปแปรรูปเป็นอิฐบล็อกประสาน โดยใช้อัตราส่วนปูนซีเมนต์ต่อหินฝุ่นเท่ากับ 1:6 โดยน้ำหนัก แล้วเติมน้ำอัตราส่วนร้อยละ 20 ของปูนซีเมนต์โดยน้ำหนัก นำมาขึ้นรูปแล้วบ่มในน้ำ 28 วัน ทำการทดสอบการรับแรงอัดและความดูดซึมน้ำ พบว่า อิฐบล็อกประสานที่ทำจากเศษคอนกรีตผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 602/2547</p> สุธนัย ท้าวรี , นุกุล ปัญญาละ , รัชนีวรรณ หมั่นแสวง, ปิยพงษ์ สุวรรณมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2422 Thu, 18 Sep 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิผลของระบบฐานข้อมูลอาคาร ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2838 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ของระบบฐานข้อมูลอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งประกอบด้วย ผลผลิตและผลลัพธ์จากการใช้งานระบบ โดยวิธีวิเคราะห์1) ผลผลิตด้านปริมาณและคุณภาพของข้อมูล 2) ผลผลิตคุณภาพเว็บไซต์ด้วย Google Lighthouse 3) ผลลัพธ์การใช้งานระบบด้วยความพึงพอใจความถูกต้องของข้อมูล คุณภาพของระบบ คุณภาพการบริการ และการใช้งาน 4) ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จจากเอกสาร และหาแนวทางการปรับปรุงพัฒนาระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการทบทวนเอกสาร กิจกรรม และแบบสอบถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสนับสนุนสู่ความสำเร็จของระบบสารสนเทศ สรุปผลสัมฤทธิ์ของระบบคิดเป็นร้อยละ 75.29 โดยบรรลุตามเป้าหมายการพัฒนาข้อมูลสู่ระบบฐานข้อมูล ลดเวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอาคารและมีข้อมูลสารสนเทศด้านอาคารเพื่อการรายงานผ่านระบบ ความเร็วแสดงหน้าเว็บไซต์เฉลี่ย 4.31 วินาที มีปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ ด้านองค์กรจากนโยบายผู้บริหารและสภาพแวดล้อมขององค์กร ด้านบุคคลจากการมีส่วนร่วม แรงจูงใจ และความสามารถของทีมงาน ด้านกระบวนการ ในรูปแบบคณะกรรมการและช่องทางการสื่อสารหลายช่องทาง ด้านเทคนิคด้วยกลยุทธ์การพัฒนาและส่งมอบระบบผ่านคณะกรรมการ และด้านโครงการในรูปแบบโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาระบบ 1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล การลดระยะเวลาประมวลผล ต่อยอดสู่ระบบฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงกับระบบประตูอัตโนมัติ 2) การพัฒนาระบบเพื่อการตัดสินใจผู้บริหารร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 3) การพัฒนาระบบเพื่อการยอมรับในระดับสากล มีข้อเสนอแนะในการทบทวนการกำหนดสิทธิ์ให้ครบทุกหน่วยงานและทุกอาคาร นำแนวทางการพัฒนาระบบไปต่อยอดการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p> ณัฐกฤตา โกมลนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2838 Mon, 05 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบแจ้งเตือนการโอนเงินยืมทดรองราชการ และโอนเงินสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย สำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2463 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนการโอนเงินยืมทดรองราชการ และโอนเงินสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย สำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรที่ได้รับบริการแจ้งเตือนการโอนเงิน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 15 คน และสายปฏิบัติการ จำนวน 18 คน ที่ได้รับการแจ้งเตือนการโอนเงิน ขั้นตอนการวิจัย 1) ออกแบบและพัฒนาระบบ 2) สร้างแบบสอบถาม 3) ทดลองการใช้ระบบ และ 4) ประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ระบบแจ้งเตือนการโอนเงินยืมทดรองราชการ และโอนเงินสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย สำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรที่ได้รับบริการแจ้งเตือนการโอนเงิน ผลการวิจัยพบว่า ระบบแจ้งเตือนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ได้พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้จริง และช่วยให้กับบุคลากรได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการและดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ผลประเมินความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยต่อระบบแจ้งเตือนอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพึงพอใจด้านรูปแบบของระบบ แจ้งเตือนการโอนเงินมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.86 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 0.35 ด้านความครบถ้วนถูกต้องของข้อมูลมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.93 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 0.26 และด้านการใช้งานระบบแจ้งเตือนมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.92 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 0.27</p> พัชมณฑ์ ตั้งพงศ์ไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2463 Mon, 22 Sep 2025 00:00:00 +0700 การทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีทางเลือกสำหรับการย้อมแถบดีเอ็นเอทดแทนเอธิเดียมโบรไมด์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการชีววิทยา https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2468 <p>เอธิเดียมโบรไมด์เป็นสารเคมีที่นิยมนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในด้านการเรียนการสอนและงานวิจัยทางด้านชีวโมเลกุล เพื่อย้อมแถบชิ้นส่วนของดีเอ็นเอในแผ่นอะกาโรสเจล เนื่องจากสารนี้สามารถเข้าจับกับกรดนิวคลีอิกสายคู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เอธิเดียมโบรไมด์เป็นสารก่อมะเร็ง และมีอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาสารเคมีทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนเอธิเดียมโบรไมด์จำนวนมาก ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนื้คือการทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีทางเลือกเปรียบเทียบกับเอธิเดียมโบรไมด์ ในการศึกษานี้ใช้สารเคมีทางเลือก 2 ชนิด คือ GelRed® และ SYBR® Safe เปรียบเทียบกับเอธิเดียมโบรไมด์ โดยย้อมแถบดีเอ็นเอที่ได้จากการเพิ่มปริมาณด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส และแยกขนาดดีเอ็นเอด้วยอะกาโรสเจลอิเลกโตรโฟรีซิส จำนวน 3 ชุดการทดลอง ชุดการทดลองละ 15 หลุม แล้วเปรียบเทียบความสว่างของแถบดีเอ็นเอในภาพถ่ายที่ได้จากสารย้อมทั้งสามชนิดโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเฉดสีเทาซึ่งวิเคราะห์ได้โดยใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อป ผลการศึกษาพบว่าเอธิเดียมโบรไมด์ GelRed® และ SYBR® Safe ทำให้เกิดแถบดีเอ็นเอที่มีความสว่างแตกต่างกัน (p&lt;0.0001) โดยแถบดีเอ็นเอที่ใช้สารย้อม GelRed® และ SYBR® Safe มีความสว่างมากกว่าแถบที่ดีเอ็นเอที่ใช้สารย้อม เอธิเดียมโบรไมด์ (p&lt;0.0001 ทั้งสองคู่) แต่สารย้อม GelRed® และ SYBR® Safe ให้ผลความสว่างของแถบดีเอ็นเอไม่แตกต่างกัน (p=0.5570) ดังนั้นสารย้อมทั้งสองนี้สามารถใช้ทดแทนเอธิเดียมโบรไมด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้สารทดแทนนี้จะเป็นการลดขยะอันตรายและทำให้ห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานของโครงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในประเทศไทย (Enhancement of safety Practice of Research Laboratory in Thailand: ESPReL)</p> วาสนา สงวนศิลป์, ตวงพร เผือกหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2468 Tue, 23 Sep 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ทักษะการทำปฏิบัติการและการเตรียมสารละลายเคมีของนักศึกษา สาขาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2423 <p>การศึกษาทักษะการทำปฏิบัติการและการเตรียมสารละลายเคมีของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาแนวทางการสอนทักษะการทำปฏิบัติการและการเตรียมสารละลายเคมีแก่นักศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยการรวบรวมเอกสารการเตรียมสารละลายเคมีรายวิชาปฏิบัติการ 2 รายวิชา ระยะเวลา 6 ปีการศึกษา จำนวน 232 ฉบับ ดูแนวโน้มของข้อมูลโดยใช้กราฟเส้นแสดงเป็นร้อยละและจัดหมวดหมู่ปัจจัย ใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยการแจกแจงข้อมูลเพื่อหาค่าความถี่และร้อยละ&nbsp; พบว่า 1) ด้านการเลือกใช้สูตรคำนวณสารเคมีในการเตรียมสารละลายเคมีถูกต้องมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 55.00 เป็นร้อยละ 44.12 2) ด้านการอธิบายวิธีการคำนวณการเตรียมสารละลายเคมีถูกต้องมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 62.50 เป็นร้อยละ 38.24 และ 3) ด้านการอธิบายวิธีการเตรียมสารละลายเคมีและการเลือกใช้อุปกรณ์ถูกต้องมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 57.50 เป็นร้อยละ 50.00 จากแนวโน้มทักษะการทำปฏิบัติการและการเตรียมสารละลายเคมีลดลง นำมาวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้แผนผังก้างปลา สามารถแยกแยะปัจจัยได้แก่ 1) บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมสารละลายเคมี 2) วิธีการสอนการเตรียมสารละลายเคมี 3) การวัดผลทักษะการเตรียมสารละลายเคมี 4) ประเภทความเข้มข้นของสารละลายเคมีที่ต้องเตรียม 5) ประเภทและสถานะสารเคมีเริ่มต้น 6) ระยะเวลาในการปฏิบัติและการสอน จึงเสนอแนวทางในการปรับเปลี่ยนการสอนที่นักวิจัยสามารถพัฒนาได้ คือ การจัดทำสื่อมัลติมีเดียเกี่ยวกับทักษะปฏิบัติการ การคำนวนสารเคมีและการเตรียมสารละลายเคมี เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และให้มีการวัดผลของทักษะการปฏิบัติการและการเตรียมสารละลายเคมีเพื่อนักศึกษาจะได้เล็งเห็นความสำคัญและเรียนรู้มากขึ้น</p> วริญดา ประทุมวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2423 Thu, 18 Sep 2025 00:00:00 +0700 เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในคลินิก One day service ด้วย Google AppSheet และแนวคิดลีน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3226 <p>คลินิก One day service เป็นคลินิกที่ให้บริการทางการแพทย์เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่ต้องการ การดูแลในโรงพยาบาลช่วงสั้นมีผู้ป่วยเข้ารับบริการเป็นจำนวน 1,000 ราย/ปี พบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเตียงสำหรับทำหัตถการขาดประสิทธิภาพในการรองรับการให้บริการผู้ป่วย จึงมีการวิเคราะห์กระบวนการผ่านสายธารแห่งคุณค่าถึงสาเหตุของปัญหาด้วยแผนผังก้างปลา และประยุกต์ใช้แนวคิดลีน เพื่อมุ่งเพิ่มคุณค่าให้ผู้รับบริการด้วยการลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงานด้วยแอปพลิเคชันกูลเกิลแอปชีส โดยสามารถลดขั้นตอนการปฏิบัติงานจาก 10 ขั้นตอน เหลือ 8 ขั้นตอน ส่งผลให้เวลาในการให้บริการลดลง โดยกระบวนการหลังตรวจใช้เวลาลดลงร้อยละ 37.38 กระบวนการลงนัดหมายใช้เวลาลดลงร้อยละ 63.3 ปัญหาเรื่องการจองเตียงซ้ำกันลดลงร้อยละ 100 พร้อมทั้งยังสามารถเพิ่มกระบวนการในการบันทึกข้อมูลสถิติการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลสถิติเหล่านี้สามารถนำมาปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานในคลินิกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> สายพิน ปลื้มจิตต์, ชลิดา รัชตเมธาวิน, พชรกร ศรีจามร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/3226 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนาระบบการบริหารครุภัณฑ์ของคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2464 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริหารครุภัณฑ์ของคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ ที่ช่วยให้บุคลากรเข้าถึงได้โดยไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่พัสดุ ฐานข้อมูลเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีที่มีการบันทึกข้อมูลผ่านระบบ (แบบ Real-time) &nbsp;วิธีวิจัยมี 2 ส่วน 1) การพัฒนาระบบ ได้แก่ กำหนดคุณลักษณะของระบบที่ต้องการโดยใช้กระบวนการสนทนากลุ่ม การออกแบบระบบ นำเข้าฐานข้อมูลและทดสอบระบบโดยนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ 2) ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ ด้วยกลุ่มตัวอย่างบุคลากรสายปฏิบัติการ จำนวน 17 คน การพัฒนาระบบนี้ เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีชื่อว่า ASP.NET ในการสร้างระบบบริหารครุภัณฑ์ เพื่อผู้เข้าใช้งานเข้าถึงฐานข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยได้ และกำหนดสิทธิการเข้าถึงฐานข้อมูลตามบทบาทหน้าที่เพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล ผู้เข้าใช้งานระบบ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้อนุมัติ การซ่อมแซม เคลื่อนย้าย ยืม-คืน 2) เจ้าหน้าที่พัสดุ ที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลเข้าระบบและตรวจสอบข้อมูล และ 3) ผู้ใช้งานฐานข้อมูล ผลจากการพัฒนาระบบได้ฐานข้อมูลครุภัณฑ์ที่บุคลากรทุกฝ่ายเข้าถึงง่าย และผลการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ พบว่า ผู้ทดลองใช้งานระบบ ร้อยละ 100 สามารถเข้าถึงข้อมูลครุภัณฑ์ ผ่านเว็บบราวเซอร์ได้เองโดยไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่พัสดุ ฐานข้อมูลครุภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงในทันทีที่มีการบันทึกข้อมูลผ่านระบบบริหารครุภัณฑ์ (การซ่อมแซม เคลื่อนย้าย ยืม-คืน) และถูกต้องตามความเป็นจริงในปัจจุบัน มีผลประเมินการทดลองใช้งานระบบ ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 คะแนนจากฐานคะแนนเต็ม 5 และกระบวนงานลดลง 3 ขั้นตอน ระยะเวลาปฏิบัติงานลดลง 15 นาที</p> อริยา พุ่มพวง, ชาลินี ทองใบ, เสาวลักษณ์ ชัยชะนะ , นฤมล อรัญทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2464 Mon, 22 Sep 2025 00:00:00 +0700 ห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1257 <p>การศึกษาห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยมุ่งเน้นที่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อปรับให้การบูรณาการเหมาะสมที่สุดและปรับปรุงประสิทธิภาพ นักวิจัยค้นพบบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องโดยอิงจากผลการทบทวนวรรณกรรม บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา รวมถึงสร้างความยั่งยืนห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทย สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ตั้งแต่ การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิตอาหารไปจนถึงการจัดการคลังสินค้า และการบริการลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประโยชน์มากมาย กระบวนการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานแบบแยกส่วน ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมต่อกัน ห่วงโซ่อุปทานที่ประสานกัน และห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ ในบทความวิชาการเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยสิ่งสำคัญคือ แต่ละระดับเป็นขั้นตอนในกระบวนการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทย มุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ข้อมูล และวิธีการร่วมมือเพื่อเปลี่ยนจากการแยกส่วนไปสู่การบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ปรับปรุง ความสุขของลูกค้า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้น กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพหลายพื้นที่ของห่วงโซ่อุปทานโดยใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงเรียกว่า “การใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะเพื่อการจัดการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทย”</p> อรรถพล จันทร์สมุด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท. https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/1257 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700