การศึกษาทักษะการโค้ชและแนวทางการพัฒนาสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 และ 2) ศึกษาและนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดดังกล่าว การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 302 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการบริหารการศึกษา จำนวน 5 ท่าน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางการพัฒนา
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับทักษะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก (4.24) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะด้านการสร้างความไว้วางใจ (4.31) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ทักษะด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ (4.19)
2. แนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสังเคราะห์ได้ 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การพัฒนาตนเอง (Self-Development) ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม 2) การพัฒนาโดยองค์กร (Organizational Development) ผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการนิเทศภายในแบบโค้ช และ 3) การลงมือปฏิบัติและถอดบทเรียน (Action & Reflection) ที่เน้นการฝึกฝนในสถานการณ์จริงและการขอข้อมูลสะท้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารวิชาการจินตาสิทธิ์ อยู่ภายใต้การอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต
เอกสารอ้างอิง
คุรุสภา. (2562). ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา.
จำเนียร มุนธานี, และ พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์. (2566). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาขอนแก่น. วารสาร มจร นครน่านปริทรรศน์, 6(2), 85-98.
ณัฏฐนิธ กาลพัฒน์, สุวิทย์ ภาณุจารี, และ วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย. (2565). การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1. วารสารการบริหารและนิเทศการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 13(2), 173-186.
พวงอ้อย แสนนอก. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับประสิทธิภาพการบริหารงาน วิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 12(1), 163-176.
สิราวิชญ์ วัชรกาฬ, ปิยะ พิมสาร, และ ธนวุฒิ พรพินิจ. (2562). ทักษะการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25. วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 15(1), 121-130.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2562. กระทรวงศึกษาธิการ.
อนุสรณ์ ใจแก้ว, ชูชาติ พุทธประเสริฐ, และ ชัยยนต์ ยงค์กมล. (2565). รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการโค้ชสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา. วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 14(3), 223-235.
International Coach Federation. (2013). ICF Code of Ethics. Retrieved from https://coachfederation.org/icf-ethics
Neenan, M. (2018). Cognitive behavioural coaching in practice: An evidence based approach. Routledge.
Smith, J. A., & Johnson, L. (2024). Leadership in the digital age: Navigating change and fostering innovation. Oxford University Press.
Whitmore, J. (2009). Coaching for performance: GROWing human potential and purpose (4th ed.). Nicholas Brealey Publishing.