การเตรียมและการประเมินประสิทธิผลของปัสสาวะเทียม เพื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์
คำสำคัญ:
ปัสสาวะเทียม, แถบทดสอบปัสสาวะ, คุณภาพความคงตัว, กลูโคสบทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมปัสสาวะเทียมใช้ในการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ และประเมินประสิทธิผลของปัสสาวะเทียม เนื่องจากการใช้ปัสสาวะผู้ป่วยมีข้อจำกัดหลายด้าน ประกอบกับคุณภาพของปัสสาวะผู้ป่วยไม่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การเรียนการสอน จึงมีความต้องการพัฒนางานการเตรียมตัวอย่างปัสสาวะเทียมให้สามารถนำมาใช้สอนนักศึกษาแทนตัวอย่างจริงจากทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล โดยการเตรียมปัสสาวะเทียมให้มีส่วนประกอบใกล้เคียงกับปัสสาวะจริงจากมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มตัวอย่าง ตามค่า pH และความถ่วงจำเพาะที่ปรับให้เท่ากับ 6.0; 1.015, 7.0; 1.010 และ 8.0; 1.005 ตามลำดับ จากนั้นทำการศึกษาคุณภาพความคงตัวของปัสสาวะเทียม โดยใช้แถบทดสอบปัสสาวะตรวจ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลารวม 8 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าปัสสาวะเทียมทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่าง ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ pH และความถ่วงจำเพาะ นอกจากนี้ สารเคมีที่ใช้เตรียมตัวอย่างปัสสาวะเทียมไม่มีผลต่อแถบตรวจปัสสาวะ ได้แก่ leukocyte, nitrite, protein, glucose, ketone, urobilinogen และ bilirubin โดยให้ผล Negative ทั้ง 8 สัปดาห์ ทำการทดลองเพิ่มเติมโดยการเติมน้ำตาลกลูโคส 4 ระดับ ได้แก่ 0.15, 0.25, 0.50 และ 1.15 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ลงในปัสสาวะเทียม และตรวจวัดซ้ำ 3 ครั้ง แถบตรวจปัสสาวะให้ผลบวก ระดับ 1+ ถึง 4+ เหมือนกันทั้ง 3 ครั้ง การทดลองปรับระดับสีของปัสสาวะเทียม ทำได้โดยเติมสารละลายสีผสมอาหารสีเหลืองลงในปัสสาวะเทียมในปริมาตรต่าง ๆ สามารถอ่านสีด้วยตาเปล่าได้ 3 ระดับ ได้แก่ สีเหลืองอ่อน (ใช้สีผสมอาหาร 10 ไมโครลิตร) สีเหลือง (ใช้สีผสมอาหาร 20-90 ไมโครลิตร) และสีเหลืองเข้ม (ใช้สีผสมอาหาร 100-150 ไมโครลิตร) ผลการศึกษายังพบว่าสีผสมอาหารไม่มีผลรบกวนต่อแถบทดสอบปัสสาวะ การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้วิธีการเตรียมปัสสาวะเทียมอย่างง่าย มีคุณภาพความคงตัวนาน สามารถปรับเพิ่มเติมสารอื่นเพื่อจำลองปัสสาวะผู้ป่วยได้ และลดข้อจำกัดในการใช้ปัสสาวะผู้ป่วยในการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ การวิจัยนี้สามารถนำไปปรับใช้ในงานทดลองทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และงานด้านการเรียนการสอนของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ได้
เอกสารอ้างอิง
Aniwatangkoorn, Y. (2010). Quality assurance in urinalysis: From theory to practice. Phitsanulokdotcom.
Department of Clinical Microscopy. (2567). Department introduction. Retrieved from https://ams.kku.ac.th/webpage/microscopy/data/about/about.html
Khan, L. B., Read, H. M., Ritchie, S. R., & Proft, T. (2017). Artificial urine for teaching urinalysis concepts and diagnosis of urinary tract infection in the medical microbiology laboratory. Journal of Microbiology & Biology Education, 18(2), 10-1128.
Kitcharoen, S., & Khemtonglang, N. (2015). Atlas of urinary sediments. Faculty of Associated Medical Sciences, Khon Kaen.
Lieberman, D. E., Kistner, T. M., Richard, D., Lee, I. M., & Baggish, A. L. (2021). The active grandparent hypothesis: physical activity and the evolution of extended human healthspans and lifespans. Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America, 118(50), e2107621118.
Queremel Milani, D. A., & Jialal, I. (2023, May 1). Urinalysis. In StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing. PMID: 32491617.
Sarigul, N., Korkmaz, F., & Kurultak, İ. (2019). A new artificial urine protocol to better imitate human urine. Scientific Reports, 9(1), 20159.
Sueksakit, K., & Thongboonkerd, V. (2021). Optimization of artificial urine formula for in vitro cellular study compared with native urine. International Journal of Medical Sciences, 18(14), 3271-3279.
Worcester, E. M., Bergsland, K. J., Gillen, D. L., & Coe, F. L. (2018). Mechanism for higher urine pH in normal women compared with men. American Journal of Physiology-Renal Physiology, 314(4), F623-F629.
Yaklai, K. (2567). Urinalysis. Retrieved from https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-543
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ปขมท.

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.


