เสียงสะท้อนจากนักวิจัย: สู่การพัฒนากระบวนการทุนวิจัยมุ่งเป้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผู้แต่ง

  • เยาวณีย์ ชูขำ งานสนับสนุนและบริหารวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
  • ฐนัชตา นันทดุสิต งานสนับสนุนและบริหารวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

คำสำคัญ:

เสียงสะท้อนจากนักวิจัย, การพัฒนากระบวนการ, ทุนวิจัยมุ่งเป้า, การบริหารงานวิจัย, คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่มุ่งศึกษากระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้าของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีการดำเนินการวิจัยเริ่มต้นจากยื่นขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นทบทวนเอกสารและข้อมูลทุติยภูมิย้อนหลัง 3–5 ปี ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ประกาศ และแนวทางการให้ทุนวิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงระบบในการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างของกระบวนการเดิม ผลจากการทบทวนดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กระบวนการพิจารณาทุนวิจัย ประสบการณ์และความคิดเห็นของนักวิจัย และความคาดหวังต่อกระบวนการพิจารณาทุนในอนาคต แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการวิเคราะห์ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence: IOC) เพื่อคัดเลือกข้อคำถามที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก่อนนำไปทดสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เมื่อได้เครื่องมือวิจัยที่มีคุณภาพแล้ว จึงจัดส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์ตรงในการยื่นขอรับทุนวิจัยมุ่งเป้า และนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์หลักที่สำคัญในการศึกษาเรื่องนี้มี 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการพิจารณาขอรับทุนวิจัยมุ่งเป้า และ (2) เพื่อศึกษาความคาดหวังต่อกระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการพิจารณาทุนวิจัยมุ่งเป้าสามารถจำแนกออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ด้านการพิจารณาอนุมัติทุน ซึ่งมีข้อจำกัดจากระยะเวลาการพิจารณาที่ยาวนานและขั้นตอนที่ซับซ้อน ส่งผลให้นักวิจัยต้องปรับแก้ข้อเสนอโครงการหลายครั้ง (2) ด้านการยื่นขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและใช้ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างมาก และ (3) ด้านการทำสัญญาและการเบิกจ่ายเงินทุน โดยแม้ว่าขั้นตอนการทำสัญญาจะมีความรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการวิจัย นอกจากนี้ ในส่วนของความคาดหวังและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา นักวิจัยได้สะท้อนมุมมองที่ต้องการเห็นการปรับปรุงกระบวนการบริหารทุนวิจัยในหลายมิติ โดยในด้านการออกแบบกระบวนการ นักวิจัยคาดหวังให้กระบวนการพิจารณามีความยืดหยุ่น โปร่งใส และเป็นธรรม คณะกรรมการควรมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบท ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และลักษณะเฉพาะของงานวิจัยในแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเท่าเทียม อีกทั้งมีข้อเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลา โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาตั้งแต่การยื่นข้อเสนอจนถึงการอนุมัติทุนไม่ควรเกิน 3 เดือน เพื่อเอื้อต่อการดำเนินโครงการวิจัยได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สามารถยื่นขอรับทุนต่อเนื่องได้ก่อนโครงการเดิมสิ้นสุด เพื่อรักษาความต่อเนื่องของงานวิจัย ในด้านนโยบายการสนับสนุน นักวิจัยเสนอให้คณะฯ ให้ความสำคัญกับโครงการวิจัยที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบเชิงนโยบาย (Policy Impact) และงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อตอบโจทย์สังคม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในระยะยาวและไม่ควรถูกละเลย นอกจากนี้ ควรมีการเปิดกว้างด้านประเด็นวิจัย โดยไม่จำกัดเพียงหัวข้อที่สอดคล้องกับนโยบายเท่านั้น แต่ควรพิจารณาสนับสนุนโครงการที่มีเหตุผลทางวิชาการและศักยภาพเชิงคุณค่าอย่างชัดเจนควบคู่กันไป ข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักวิจัยในการมีระบบบริหารจัดการทุนวิจัยที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสามารถสนับสนุนศักยภาพของนักวิจัยได้อย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าสำหรับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการนำไปใช้พัฒนากระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัยให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของนักวิจัยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

Bennett, L. M., & Gadlin, H. (2012). Collaboration and team science: From theory to practice. Journal of Investigative Medicine, 60(5), 768-775.

Bennett, L. M., Gadlin, H., & Marchand, C. (2018). Collaboration and team science: A field guide. Maryland: NIH Office of the Ombudsman.

Bornmann, L., & Daniel, H. D. (2009). The state of h-index research. EMBO Reports, 10(1), 2-6.

Bozeman, B., & Boardman, C. (2014). Research collaboration and team science: A state-of-the-art review and agenda. London: Springer.

Bush, V. (1945). Science, the endless frontier: A report to the President. Washington DC: Government Printing Office.

Cummings, J. N., & Kiesler, S. (2007). Coordination costs and project outcomes in multi-university collaborations. Research Policy, 36(10), 1620-1634.

Czabanowska, K., Kuhlmann, E., Rethmeier, L., & Leeuw, D, E. (2016). Public health in the 21st century: A new role for health promotion. The European Journal of Public Health, 26(6), 867-868.

Davis, M., Stark, A., & Barley, W. C. (2018). Conflict and collaboration in interdisciplinary research. Science, Technology, & Human Values, 43(3), 568-593.

Edwards, M. A., Roy, S., & Zimmerman, T. (2017). Misconduct and marginality in academic research. Science and Engineering Ethics, 23(6), 1443-1466.

European Commission. (2020). Open science policy platform recommendations. Belgium: European Commission

Guth, W., & Bester, H. (2020). Economics and social preferences: Theory and evidence. London: Springer.

Guthrie, S., Ghiga, I., & Wooding, S. (2019). What do we know about grant peer review in the health sciences? Belgium: RAND Corporation.

Haddow, G., Bruce, A., Sniehotta, F., & Godwin, J. (2018). Collaborations in interdisciplinary research. PLoS One, 13(4), e0194721.

Head, B. W. (2016). Toward more “evidence‐informed” policy making? Public Administration Review, 76(3), 472-484.

Inniss, T., Bone, L., & DeFreitas, S. (2021). Strengthening research ethics in public health. Journal of Empirical Research on Human Research Ethics, 16(1-2), 55-63.

Kaplan, R. S., Norton, D. P., & Rugelsjoen, B. (2008). Managing alliances with the balanced scorecard. Harvard Business Review, 86(1), 114-120.

Kass, N., Taylor, H., Ali, J., Hallez, K., & Chaisson, L. (2011). A pilot study of simple interventions to improve informed consent in clinical research: Feasibility, approach, and results. Clinical Trials, 8(1), 76-84.

Kroll, A., Vogel, D., & Yetano, A. (2017). Effects of organizational structures on performance management in public organizations: A meta-analysis. Public Administration Review, 77(5), 748-760.

Lamont, M. (2010). How professors think: Inside the curious world of academic judgment. Massachusetts: Harvard University Press.

Lee, C. J., Sugimoto, C. R., Zhang, G., & Cronin, B. (2015). Bias in peer review. Journal of the American Society for Information Science and Technology, 66(2), 231-244.

Lee, S., & Bozeman, B. (2005). The impact of research collaboration on scientific productivity. Social Studies of Science, 35(5), 673-702.

McCrabb, S., Lane, C., Hall, A., Milat, A. J., Bauman, A., Sutherland, R., & Wolfenden, L. (2019). Scaling-up evidence-based interventions in public health. The Lancet Public Health, 4(2), e61-e63.

Mello, M. M., Lieou, V., & Goodman, S. N. (2018). Clinical trial participants’ views of the risks and benefits of data sharing. New England Journal of Medicine, 378, 2202-2211.

Mitchell, R. J., Parker, V., Giles, M., & White, N. (2020). Towards realizing the potential of diversity in healthcare teams. Journal of Interprofessional Care, 34(4), 503-506.

Moore, S., Neylon, C., Eve, M. P., O’Donnell, D. P., & Pattinson, D. (2017). “Excellence R Us”: University research and the fetishisation of excellence. Palgrave Communications, 3, 16105.

Pardo, R., & Calvo, F. (2019). Attitudes toward science and the role of government. Public Understanding of Science, 28(2), 191-208.

Pollitt, C., & Bouckaert, G. (2017). Public management reform: A comparative analysis - into the age of austerity (4th ed.). New York: Oxford University Press.

Rafferty, A. M., Philippou, J., Fitzpatrick, J. M., & Ball, J. (2017). Development and testing of a measure for research impact in nursing. Journal of Research in Nursing, 22(5), 360-371.

Resnik, D. B., & Shamoo, A. E. (2017). Research ethics (pp. 314-321). In M. D. Gromek (Ed.). Encyclopedia of Applied Ethics. London: Academic Press.

Schroter, S., Black, N., Evans, S., Godlee, F., Osorio, L., Smith, R., & Garner, P. (2017). What errors do peer reviewers detect, and does training improve their ability to detect them? BMJ Open, 7(7), e017705.

Seeber, M., Cattaneo, M., Meoli, M., & Malighetti, P. (2017). Recruitment, promotion and pay of academics in Europe: An overview. European Journal of Higher Education, 7(3), 227-244.

Smith, E., Potvin, M., & Williams-Jones, B. (2018). Accessibility and transparency of editor conflicts of interest policies. Accountability in Research, 25(7), 399-415.

Stokes, D. E. (1997). Pasteur’s quadrant: Basic science and technological innovation. Washington DC: Brookings Institution Press.

Wang, W., & Redman, R. W. (2015). Scientific misconduct and research integrity. Nursing Outlook, 63(3), 264-267.

Weiss, C. H. (1979). The many meanings of research utilization. Public Administration Review, 39(5), 426-431.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

09-07-2026

รูปแบบการอ้างอิง

ชูขำ เ. ., & นันทดุสิต ฐ. . (2026). เสียงสะท้อนจากนักวิจัย: สู่การพัฒนากระบวนการทุนวิจัยมุ่งเป้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. วารสารวิชาการ ปขมท., 15(2), e2289. สืบค้น จาก https://so19.tci-thaijo.org/index.php/CUASTJournal/article/view/2289