คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

คำแนะนำสำหรับผู้เขียนบทความ (Author Guidelines)
วารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย รับตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้
            1.  บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน
            2.  บทความวิชาการ (Academic Article) ที่เสนอเนื้อหาความรู้ วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนิสิต นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป

            3. บทความพิเศษ/บทความรับเชิญ (Invited Article) ผลงานที่บรรณาธิการวารสารเชิญนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เขียนหรือส่งบทความตีพิมพ์

            4. บทวิจารณ์หนังสือ (ฺBook Review) คือบทความที่เขียนวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า และวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาสาระของหนังสือหรือตำราวิชาการเล่มนั้นๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจจุดเด่น จุดด้อย และคุณประโยชน์ของหนังสือ เหมาะสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลเชิงวิชาการและการวิจัย

การส่งบทความ
            บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน เพื่อประเมินคุณภาพของบทความก่อนตีพิมพ์  ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการของสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร

 การเตรียมบทความ
            บทความต้องเป็นตัวพิมพ์โดยใช้ชุดแบบอักษร (Font) ชนิดไทยสารบัญ พีเอสเค (TH Saraban PSK) กำหนดขนาดดังนี้ ชื่อเรื่องขนาดอักษร 18 ตัวหนา หัวข้อขนาดอักษร 14 ตัวหนา เนื้อเรื่องขนาดอักษร 14 ตัวบาง จัดกั้นหน้าหลังตรง และมีระยะห่างบระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (Double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษพิมพ์สั้นขนาด A4 พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว และซ้าย
ด้านขวา กับด้านล่าง 1 นิ้ว พร้อมใส่หมายเลขกำกับทางมุมขวาบนทุกหน้าบทความ จำนนวนหน้าไม่ควรยาวเกิน 10-15 หน้ากระดาษ โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง (แต่ไม่รวมอ้างอิง)

การพิจารณาและคัดเลือกบทความ
             บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้นิพนธ์บทความ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double- blind peer review)

ส่วนประกอบของบทความวิจัย
              1. บทคัดย่อ (Abstract) บทคัดย่อควรมีความยาว 250 – 300 คำ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา วิธีดำเนินการวิจัย ควรกล่าวถึงวิธีการค้นคว้าข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัยที่นำมาศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัย ควรกล่าวถึงผลสรุปของการค้นคว้าและศึกษา 

               คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญ 3-5 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษา และจะปรากฎอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยต้องจัดเรียงคำสำคัญตามตัวอักษร และคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) การนำเข้าคำสำคัญในระบบวารสารต้องนำเข้าทีละคำสำคัญเท่านั้น
            2. บทนำ เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้ สมมติฐานของการศึกษา ตลอดจนวัตถุประสงค์ของการศึกษาให้ชัดเจน
            3. วัตถุประสงค์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ควรเรียบเรียงให้ชัดเจน
            4. การทบทวนวรรณกรรม กล่าวถึงแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ควรเขียนแบบสังเคราะห์ หรือสรุปเฉพาะในความสำคัญ และอ้างอิงที่มาของแหล่งข้อมูลให้ถูกต้อง
            5. กรอบแนวคิดการวิจัย กล่าวถึงกรอบแนวคิดในการวิจัยครั้งนี้ เช่น ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม รวมถึงอ้างอิงถึงที่มาของตัวแปรดังกล่าวด้วย โดยอาจเขียนเป็นภาพประกอบหรือการเขียนแบบความเรียงก็ได้
            6.  วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) กล่าวถึงรายละเอียดของวิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  การเก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น
            7.  ผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จาการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ ตามความเหมาะสม
            8.  การอภิปรายผล (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์
           9. องค์ความรู้ใหม่  กล่าวถึงองค์ความรู้ใหม่ หรือแนวคิดใหม่ หรือหลักการใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัยเรื่องนี้แบบสรุป โดยอาจเขียนเป็นภาพ แผนผังความคิด หรือเขียนเป็นความเรียงให้เข้าใจง่าย ๆ 
           10. สรุป กล่าวถึงสรุปรวบยอดทั้งหมดของบทความวิจัยนี้
           11.  ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป  
           12.  กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) (ถ้ามี) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงานหรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย
           13.  เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิง APA 7th ed. แทรกในเนื้อหา (Citations in text) แบบนาม, ปี เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ (  ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงแตกต่างกันตามประเภทของเอกสารหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิง

กระบวนการพิจารณาบทความและกำหนดการตีพิมพ์

วารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย (FREPJSS)

วารสารกำหนดระยะเวลาดำเนินการนับตั้งแต่วันที่ได้รับบทความจนถึงวันตีพิมพ์รวมประมาณ 12-16 สัปดาห์ (3-4 เดือน) โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้:

ขั้นตอน ระยะเวลา รายละเอียด
1. การคัดกรองเบื้องต้น 1 - 2 สัปดาห์ บรรณาธิการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของเนื้อหา (Plagiarism) และความถูกต้องตามรูปแบบที่วารสารกำหนด
2. การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 4 - 6 สัปดาห์ ส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประเมินแบบไม่เปิดเผยชื่อ (Double-blind Peer Review)
3. สรุปผลและแจ้งผู้นิพนธ์ 1 สัปดาห์ บรรณาธิการรวบรวมผลประเมินและแจ้งให้ผู้นิพนธ์ทราบเพื่อดำเนินการแก้ไข
4. การแก้ไขบทความ 2 - 4 สัปดาห์ ผู้นิพนธ์ปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
5. ตรวจสอบและตอบรับ 1 สัปดาห์ บรรณาธิการตรวจสอบความครบถ้วนของการแก้ไข และออกใบตอบรับการตีพิมพ์ (Acceptance Letter) โดยใบตอบรับสามารถเป็นกระดาษ Hard Copy/ไฟล์อิเล็คทรอนิคพร้อมลายเซ็นต์ของบรรณาธิการ หรือส่งยืนยันตอบรับเป็นลายลักษณ์อักษรทางอีเมล์เพียงอย่างเดียวก็ได้ ตามความเหมาะสม
6. จัดหน้าและพิสูจน์อักษร 2 สัปดาห์ ตรวจสอบความถูกต้องของตัวสะกด การอ้างอิง และจัดทำต้นฉบับสำหรับการตีพิมพ์

วงรอบการตีพิมพ์ (รายไตรมาส):

  • ฉบับที่ 1: มกราคม – มีนาคม

  • ฉบับที่ 2: เมษายน – มิถุนายน

  • ฉบับที่ 3: กรกฎาคม – กันยายน

  • ฉบับที่ 4: ตุลาคม – ธันวาคม

**************************

ข้อกำหนดการจัดทำบทความและการอ้างอิงระบบ Article ID (e-Location ID)

วารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย (FREPJSS) ได้เปลี่ยนรูปแบบการจัดทำวารสารและระบบการอ้างอิงบทความจากระบบเลขหน้าต่อเนื่อง มาเป็นระบบ Article ID (e-Location ID) ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (กรกฎาคม – กันยายน 2569) เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ยุคดิจิทัล จึงขอแจ้งข้อกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้นิพนธ์ดังนี้:

1. การนับเลขหน้าและการจัดรูปเล่มบทความ (Page Numbering & Formatting)

  • การรีเซ็ตเลขหน้า: ไฟล์ PDF ของบทความแต่ละเรื่อง จะเริ่มต้นนับหน้าแรกของบทความที่ หน้า 1 เสมอ (Page 1 of X) โดยไม่รันเลขหน้าต่อเนื่องกับบทความอื่นในฉบับเดียวกัน
  • รหัส Article ID: ระบบจะใช้เลข Submission ID (รหัสบทความ 6 หลัก) ที่ระบบ ThaiJO ออกให้โดยอัตโนมัติ มากำหนดเป็นรหัสประจำบทความ โดยมีตัวอักษร e นำหน้า (ตัวอย่าง: บทความรหัส 301245 จะมี Article ID คือ e301245)
  • การระบุบนหัวกระดาษ: กองบรรณาธิการจะดำเนินการระบุรหัส Article ID และรหัส DOI บนส่วนหัว (Header) ของบทความในขั้นตอนการจัดพิมพ์เล่ม (Production) ผู้นิพนธ์ไม่ต้องพิมพ์ใส่มาเองในไฟล์ร่างต้นฉบับ

2. รูปแบบการเขียนอ้างอิงบทความของวารสาร FREPJSS (Suggested Citation)

เมื่อผู้นิพนธ์ต้องการนำบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร FREPJSS (ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป) ไปใช้เขียนในบัญชีรายการอ้างอิง (References) ให้ใช้รูปแบบการอ้างอิงตามมาตรฐาน APA 7th Edition โดยเปลี่ยนจากการระบุ "ช่วงเลขหน้า" มาเป็น "Article ID" ดังนี้:
 
  • รูปแบบการอ้างอิงภาษาไทย:
    ชื่อ-นามสกุลผู้นิพนธ์. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. วารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย, ปีที่(ฉบับที่), Article eXXXXXX. doi.org
    • ตัวอย่าง: สมชาย รักดี. (2569). ผลกระทบทางสังคมในยุคดิจิทัล. วารสารสังคมศาสตร์ มูลนิธิวิจัยไทย, 1(1), Article e301245. doi.org
  • รูปแบบการอ้างอิงภาษาอังกฤษ (English Format):
    Author, A. A., & Author, B. B. (Year). Title of the article. Journal of Social Sciences, Thai Research Foundation, Volume(Issue), Article eXXXXXX. doi.org
    • Example: Rakdee, S. (2026). Social impacts in the digital era. Journal of Social Sciences, Thai Research Foundation, 1(1), Article e301245. doi.org