วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu <p>วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นวารสารวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานวิจัย และบทความวิชาการในสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ และการสร้างพื้นที่ทางปัญญาที่สนับสนุนการวิเคราะห์ประเด็นสาธารณะร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ</p> <p>วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพทางวิชาการ มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม ชุมชน และนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดยครอบคลุมประเด็นด้านการเมืองและการปกครอง นโยบายสาธารณะ การบริหารภาครัฐ การปกครองท้องถิ่น ธรรมาภิบาล ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนประเด็นร่วมสมัยทางสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p>บทความทุกบทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาจะผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน จากภายนอกหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เขียน ในรูปแบบการประเมินแบบไม่เปิดเผยรายชื่อสองทาง (Double-Blind Peer Review) เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และสอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ระดับวิชาการ</p> <p>วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับเดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยเปิดรับทั้งบทความวิจัยและบทความวิชาการภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภายใต้มาตรฐานการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการระดับชาติและสากล เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวงวิชาการด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์อย่างยั่งยืน</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution 4.0 International (CC BY 4.0) โดยอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถใช้ แบ่งปัน ดัดแปลง และเผยแพร่ผลงานได้ในทุกสื่อหรือรูปแบบ โดยต้องระบุแหล่งที่มาของผลงานอย่างเหมาะสม</p> kittipong.p@ubu.ac.th (Dr. Kittipong Pearnpitak) apinun.k@ubu.ac.th (Mr. Apinan Kijsawang) Fri, 26 Jun 2026 16:23:02 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 มูลเหตุที่ไม่ย้ายทะเบียนราษฎรเข้าสู่เทศบาลตำบลเมืองศรีไค: กรณีศึกษานักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3391 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามูลเหตุที่นักศึกษาไม่ย้ายทะเบียนราษฎรเข้าเทศบาลตำบลเมืองศรีไค 2) ศึกษาสถานการณ์และผลกระทบของประชากรแฝงต่อความไม่สมดุลทรัพยากร และ 3) เสนอแนวทางบริหารจัดการและนโยบายรองรับ ใช้วิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 28 คน แบ่งเป็นบุคลากรเทศบาล 4 คน และนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 24 คนผลการวิจัยพบว่า มูลเหตุที่ไม่ย้ายทะเบียนราษฎรมี 4 ด้านหลัก คือ 1) ด้านเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัย มองว่าเป็นการพักชั่วคราว การย้ายเป็นภาระและไม่คุ้มค่า 2) ด้านสังคมและครอบครัว มีความผูกพัน การย้ายออกเสมือนลดทอนความสำคัญครอบครัว 3) ด้านสวัสดิการ สามารถย้ายสิทธิบัตรทองได้โดยไม่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน 4) ด้านสิทธิพลเมือง ต้องการคงสิทธิเลือกตั้งในบ้านเกิด รวมถึงขั้นตอนราชการยุ่งยากมีต้นทุนสูงด้านผลกระทบพบว่า เทศบาลเผชิญภาวะเมืองโตเดี่ยวทรัพยากรลีบ ต้องแบกรับภาระประชากรแฝงกว่า 30,000 คน ภายใต้งบประมาณที่จัดสรรตามประชากรในทะเบียนราษฎรเพียง 12,885 คน เกิดการขาดดุลต่อเนื่อง นำสู่วิกฤตขยะมูลฝอยสูงถึง 20-30 ตันต่อวัน โครงสร้างพื้นฐานชำรุด และสาธารณูปโภคไม่เพียงพอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เทศบาลควรสร้างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมด้านสิทธิประโยชน์ สื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องงบประมาณพัฒนาพื้นที่ พร้อมจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จภายในมหาวิทยาลัย และพัฒนาระบบออนไลน์อำนวยความสะดวก</p> ปิติพล บุ้งทอง, อรปรียา สุขาเวช, สุกัญญา ซึ่งพรม, อิสระพงษ์ กาญจนดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3391 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีประสิทธิภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3238 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม ปัญหาและอุปสรรค และเสนอแนะแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา 391 คน และตัวแทนนักศึกษา 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการใช้ AI ของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.39) โดยด้านความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านความอยากรู้อยากเห็น และด้านความเคยชินมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การพึ่งพา AI ที่อาจส่งผลต่อทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงลึก การลดลงของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาด้านจริยธรรมและการอ้างอิงแหล่งที่มา ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อจำกัดด้านภาษาอังกฤษ สำหรับแนวทางการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ การบูรณาการ AI ในการจัดการเรียนรู้ควบคู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาทักษะการตั้งคำถามและการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการส่งเสริมความรู้เท่าทัน AI และจริยธรรมในการใช้งาน เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ</p> วิลาสินี กาญจนาภรณ์, สกุลทิพย์ ทองเหลือง, กรณ์กนก สุทธิกุล, ณัฐสุดา ภาระโถ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3238 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของด่านศุลกากรช่องเม็กต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3180 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อบทบาทของด่านช่องเม็กในการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ภายหลังจากที่สปป. ลาว ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2) เพื่อศึกษามุมมองของประชาชน ผู้ประกอบการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการยกระดับบทบาทของด่านศุลกากรช่องเม็กต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการและผู้นำชุมชน โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ แนวคิดการค้าชายแดนและทฤษฎีพื้นที่ที่สาม (Third Space) เป็นฐานในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ด่านศุลกากรช่องเม็กมีบทบาทในฐานะกลไกการกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกทางการค้า มากกว่าการเป็นกลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในพื้นที่อยู่ในภาวะซบเซาภายหลังปี 2567 และการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของสปป.ลาวไม่ได้ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาหลักมีรากฐานจากโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์ ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดพื้นที่ที่สามชี้ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมเปิดพื้นที่ให้เสียงชุมชนมีบทบาทในกระบวนการกำหนดนโยบาย</p> ชญาดา ปวงคำ, ธนพร กล้าหาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3180 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 การต่อรองทางวาทกรรมของอัตลักษณ์อีสานผ่านวัฒนธรรมการบริโภคปลาร้าในสื่อสังคมออนไลน์ร่วมสมัย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3202 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีบทบาทในการผลักอีสานให้อยู่ในสถานะชายขอบของสังคมไทย และศึกษากระบวนการต่อรองทางวาทกรรมของคนอีสานผ่านวัฒนธรรมการบริโภคปลาร้าในสื่อสังคมออนไลน์ร่วมสมัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรมจากคลิปวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์ชาวอีสานจำนวน 5 ราย บนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นชายขอบของอีสานเป็นผลจากการผลิตซ้ำวาทกรรมของรัฐและสังคมส่วนกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุครวมชาติ ยุคสร้างชาติ ยุควาทกรรมการพัฒนา และยุควาทกรรมการเมืองเสื้อเหลือง–เสื้อแดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดทอนคุณค่าของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอีสาน ขณะเดียวกันคนอีสานได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ในการต่อรองความหมายผ่านการนำเสนอวัฒนธรรมการบริโภคปลาร้า โดยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ปลาร้าจากอาหารที่เคยถูกมองว่าไม่สะอาดและล้าหลัง ให้กลายเป็นอาหารที่สะอาด ได้มาตรฐาน และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการสร้างสุนทรียศาสตร์ใหม่ผ่านการใช้ภาษาอีสาน การจัดองค์ประกอบภาพ และวิธีการบริโภคที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมการบริโภคอาหารสามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการต่อรองเชิงอำนาจ การสร้างความหมาย และการประกอบสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของคนอีสานในบริบทสื่อดิจิทัลร่วมสมัย</p> วนิดา ศรีสวัสดิ์, เยาวพา นิมมา, บพิธพล อาชีวะอังกูร, รัชฎาภรณ์ พรมสุทธิ์, จิรนุช บุตรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3202 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการใช้เสียงตามสายในการสื่อสารระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปยังประชาชน: กรณีศึกษา บ้านคำลือชา ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3409 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทและความสำคัญของระบบเสียงตามสายในชุมชนชนบทบ้านคำลือชา ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาปัญหาการใช้ระบบเสียงตามสายที่ส่งผลต่อการรับรู้ข่าวสารและคุณภาพชีวิตของประชาชน และ 3) เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดที่มีผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสารของชุมชนโดยการใช้วิจัยเชิงคุณภาพจากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมจากประชาชนจำนวน 12 คนและผู้นำชุมชนจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกเสียงและการลงพื้นที่มาถอดความ จัดหมวดหมู่ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์กับวัตถุประสงค์ของการวิจัยผลการศึกษาพบว่าระบบเสียงตามสายมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน เป็นช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องและทั่วถึงทั้งนี้ประสิทธิภาพของระบบยังขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการจัดการระบบอย่างเหมาะสม ดังนั้น ควรมีการวางแผนและจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารเพิ่มการรับรู้ข่าวสารและเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในชุมชน</p> ธิดาเทพ พัฒนา, พลอยฟ้า อรัญรัมย์ , พิชญาภา ทะเสนฮด, ปุณยนุช สารพล , ศราวุธ บัวชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3409 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 ธรรมาภิบาลดิจิทัลในปฏิบัติการรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3188 <p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ขององค์การสหประชาชาติภายใต้กรอบธรรมาภิบาลดิจิทัลเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยนำเสนอระบบพหุมิติแห่ง สันติภาพเป็นกรอบแนวคิดอธิบายการบูรณาการนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับปฏิบัติการรักษาสันติภาพและการทูตเชิงป้องกัน การวิเคราะห์พรรณนาครอบคลุมสี่มิติสำคัญ ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์คาดการณ์และระงับความขัดแย้งล่วงหน้า การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างสถาปัตยกรรมความโปร่งใสจัดสรรทรัพยากรมนุษยธรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสารสากลลดอคติทางชาติพันธุ์และประทุษวาจา และการสถาปนาสนธิสัญญาสันติภาพไซเบอร์โลกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่าการขับเคลื่อนเสถียรภาพยุคข้อมูลข่าวสารจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบธรรมาภิบาลข้อมูลสากลที่มีจริยธรรมเป็นแกนกลาง ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของคณะมนตรีความมั่นคงให้มีความแม่นยำและรวดเร็ว แม้การเปลี่ยนผ่านต้องเผชิญข้อจำกัดจากช่องว่างทางเทคโนโลยีและปัญหาอธิปไตยไซเบอร์ บทความนี้จึงได้ประมวลผลลัพธ์เป็นแนวทางเชิงนโยบายผ่านการกำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ร่วมกันและการจัดตั้งหน่วยตอบโต้เหตุการณ์ไซเบอร์ฉุกเฉินระดับโลก ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักเสริมสร้างความปลอดภัยและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในพื้นที่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> ชญณิพัฑฒ์ นาครินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/polsci_ubu/article/view/3188 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700