https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/issue/feed
วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี
2026-08-28T15:51:41+07:00
ดร.เสาวลักษณ์ จิตติมงคล
jibma@ksu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี</strong><br /><strong>Journal of Innovations in Business Management and Accounting</strong><br />ISSN 3088-1153 (Print)<br />ISSN 3088-1161 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong><br />วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และเพื่อเป็นแหล่งสืบค้นทางด้านนวัตกรรม บริหารธุรกิจและการบัญชีในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร</strong><br />- บริหารธุรกิจ<br />- การบัญชี<br />- การจัดการ <br />- การจัดการโลจิสติกส์<br />- การประกอบการ<br />- เทคโนโลยีสารสนเทศ<br />- การเงินธุรกิจระหว่างประเทศ<br />- การตลาด<br />- การจัดการทรัพยากรมนุษย์<br />- คอมพิวเตอร์ธุรกิจ<br />- พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์<br />- เศรษฐศาสตร์<br />- การท่องเที่ยวและการโรงแรม</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong> ออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ <br />- ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม ถึง เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน ถึง ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทบทความ</strong> <br />- บทความวิจัย<br />- บทความวิชาการ</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์บทความ</strong> รับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>การประเมินบทความและการตีพิมพ์บทความ</strong><br />1. บทความจะได้รับการประเมินเบื้องต้น ประกอบด้วย ขอบเขตของวารสาร รูปแบบการเขียนบทความ การอ้างอิง และแบบฟอร์มการส่งบทความ<br />2. เมื่อผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจะถูกส่งไปประเมินคุณภาพของบทความจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน <br />3. รูปแบบการประเมินบทความเป็นแบบผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review) <br />4. การรับตีพิมพ์ (Accepted Submission) บทความบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน และมีการแก้ไขจากผู้เขียนตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิครบถ้วนทุกประการ<br />5. ใบตอบรับ จะได้รับหลังจากการรับตีพิมพ์จากวารสารเท่านั้น</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> ฟรีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ตลอดทุกขั้นตอนของวารสาร</p>
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/article/view/3100
พลวัตการตลาดยุคใหม่ การวิเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภค
2026-05-16T21:35:08+07:00
ฐิติรัตน์ มีเพิ่มพูนศรี
ratthiti383@gmail.com
พงษ์สฤษฎิ์ รอดเรืองเดช
jibma@ksu.ac.th
ตะวัน รักสลาม
jibma@ksu.ac.th
สุนิดา เพิ่มพูนศรีศิลป์
jibma@ksu.ac.th
สิทธิชัย มานะสม
jibma@ksu.ac.th
<p> บทความวิชาการเรื่อง พลวัตการตลาดยุคใหม่ การวิเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภค มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดและกลยุทธ์ทางการตลาดภายใต้บริบทของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ และปัญญาประดิษฐ์ในการตลาด โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงวิเคราะห์และการสังเคราะห์แนวคิดจากแหล่งข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ผลการศึกษาสามารถจำแนกพลวัตการตลาดออกเป็น 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) มิติการตลาดดิจิทัลที่มุ่งเน้นการบูรณาการช่องทางการสื่อสารแบบไร้รอยต่อ 2) มิติการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการตลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การคาดการณ์พฤติกรรม และการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล และ 3) มิติการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดสัมผัสตลอด Customer Journey การอภิปรายผลชี้ให้เห็นว่า แม้แนวคิดการตลาดเชิงคุณค่าและการตลาดเชิงสัมพันธ์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเสริมให้การตลาดมีลักษณะเชิงพลวัตมากขึ้น โดยเฉพาะการตลาดแบบ Personalization และ Precision Marketing ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความเกี่ยวข้องของการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังเผชิญกับข้อจำกัด ด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ข้อเสนอแนะจากการศึกษาเสนอว่า องค์กรควรพัฒนาแนวทางการตลาดแบบผสมผสานระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี (Human–AI Collaboration) ควบคู่กับการกำหนดนโยบายด้านจริยธรรมข้อมูล การสร้างความโปร่งใส และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนในยุคการตลาดดิจิทัล</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/article/view/3108
การตัดสินใจในการออมเงินของคนรุ่นใหม่ (Generation Z และ Millennials) ในยุคความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
2026-04-02T09:01:57+07:00
อภิศักดิ์ หนูชูไชย
kitty_2025@hotmail.com
สุกัญญา หอมหวาน
jibma@ksu.ac.th
สุนิดา เพิ่มพูนศรีศิลป์
jibma@ksu.ac.th
<p> </p> <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การตัดสินใจในการออมเงินของคนรุ่นใหม่ภายใต้บริบทความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมและการสังเคราะห์แนวคิดจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การออมและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้แก่ ทฤษฎีวัฏจักรชีวิต สมมติฐานรายได้ถาวร และแนวคิดการออมเพื่อป้องกันความเสี่ยง รวมถึงหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยในต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่าคนรุ่นใหม่มีความตระหนักถึงความสำคัญของการออมเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการออมถูกจำกัดด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ค่าครองชีพที่สูง ภาระหนี้สิน และความไม่มั่นคงของรายได้จากตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ยังพบความขัดแย้งของพฤติกรรมการออมในรูปแบบ “Soft Saving” ซึ่งเน้นคุณภาพชีวิตปัจจุบัน และ “Revenge Saving” ซึ่งเน้นการออมอย่างเข้มข้นเพื่อตอบสนองต่อความกังวลทางเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความแตกต่างด้านฐานะทางเศรษฐกิจและอิทธิพลของอคติทางพฤติกรรม บทความสรุปว่าการตัดสินใจออมของคนรุ่นใหม่เป็นผลจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเศรษฐกิจ พฤติกรรม และบริบททางสังคม พร้อมเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงิน การพัฒนาเครื่องมือออมที่ยืดหยุ่น และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อเพิ่มศักยภาพในการออมของคนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจออม ได้แก่ ความไม่แน่นอนของรายได้ และค่าครองชีพที่สูง ขณะที่อุปสรรคสำคัญที่สุดคือภาระหนี้สินและรายได้ไม่เพียงพอ</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/article/view/3276
การทำนายความเสี่ยงการเกิดภาวะพร่องไทรอยด์ด้วยวิธีการเรียนรู้ ของเครื่องพร้อมการเลือกคุณลักษณะที่จำเป็น
2026-05-08T12:04:21+07:00
จักรพรรดิ โพธิพิภัทรกุล
shogun3010@gmail.com
ภัสร์นลิน ธนาธีระไพศาล
jibma@ksu.ac.th
รัชดาพร คณาวงษ์
jibma@ksu.ac.th
<p> โรคภาวะพร่องไทรอยด์เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย อาการในระยะแรกมักไม่ชัดเจนทำให้การวินิจฉัยล่าช้า งานวิจัยนี้พัฒนาโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อทำนายภาวะพร่องไทรอยด์โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากผู้ป่วย 3,772 ราย จากคลัง UCI Machine Learning Repository ปัญหาหลักคือความไม่สมดุลของข้อมูล (Class Imbalance อัตราส่วน 24:1 ระหว่างกลุ่มปกติ 3,621 ราย และกลุ่มป่วย 151 ราย) และข้อมูลขาดหาย ผู้วิจัยใช้ Median Imputation ในการจัดการข้อมูลที่ขาดหาย และใช้เทคนิค SMOTE เพื่อปรับสมดุลข้อมูล ร่วมกับการคัดเลือกคุณลักษณะด้วย Random Forest Feature Importance ซึ่งสามารถลดจำนวนตัวแปรจาก 23 ตัว เหลือเพียง 8 ตัวแปรสำคัญที่ระดับเกณฑ์ 0.01 จากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ SVM, Decision Tree, Random Forest และ MLP ด้วยตัวบ่งชี้ Accuracy, Precision, Recall และ F1-Score พบว่า Decision Tree ที่ผ่านการปรับพารามิเตอร์ด้วย GridSearchCV ให้ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยค่าความแม่นยำ (Accuracy) ร้อยละ 99.9 ค่า Recall ร้อยละ 99.9 และค่า F1-Score ร้อยละ 99.6 (หรือในรูปทศนิยม 0.993, 0.999 และ 0.996 ตามลำดับ) จากการทดสอบกับ Test Set ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเสถียรด้วย 5-Fold Cross-Validation โมเดลนี้มีความโปร่งใสสูงและง่ายต่อการตีความ ซึ่งเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์</p>
2026-08-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/article/view/3411
กลยุทธ์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงตั๊กแตนปาทังกา กรณีศึกษาบ้านใต้ฆ้อง จังหวัดสุรินทร์
2026-06-08T12:01:27+07:00
กฤตกนก พาบุ
kritkanok@srru.ac.th
พรรณราย เพราะคำ
jibma@ksu.ac.th
ธนเนตร ชนะสงคราม
jibma@ksu.ac.th
วริศรา ทองแม้น
jibma@ksu.ac.th
อารยา หงทำ
jibma@ksu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงตั๊กแตนปาทังกา 2) วิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกร และ 3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน การดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงตั๊กแตนปาทังกาในระดับชุมชน การวิจัยใช้วิธีเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลจากเกษตรกรจำนวน 70 ครัวเรือน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร่วมกับการวิเคราะห์ SWOT และ TOWS matrix ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเกษตรกรมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและความร่วมมือภายในกลุ่มในระดับสูง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้เทคโนโลยีและช่องทางการตลาด ส่งผลให้ยังคงพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง เป็นหลัก ขณะเดียวกันโอกาสจากการเติบโตของตลาดออนไลน์และแนวโน้มการบริโภคโปรตีนทางเลือกเปิดโอกาสให้กลุ่มสามารถพัฒนาศักยภาพได้ แนวทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี และการเสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่ม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพซัพพลายเชนและความสามารถในการแข่งขันของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/jbaas/article/view/3414
พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อกาแฟสด กรณีศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
2026-08-28T15:51:41+07:00
เพ็ญนฤมล จะระ
penna_ch@srru.ac.th
ปฐมพงษ์ ลาดทอง
jibma@ksu.ac.th
ฉัตรชัย สงวนดี
jibma@ksu.ac.th
กันต์ธิษณ์ นิตรมร
jibma@ksu.ac.th
สุวนันท์ กิ่งวิชิต
jibma@ksu.ac.th
อุบลวรรณ สุวรรณภูสิทธิ์
jibma@ksu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการบริโภคกาแฟสดในร้านคาเฟ่ท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2) ศึกษาระดับกระบวนการตัดสินใจซื้อกาแฟสด และ 3) เปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจซื้อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการบริโภค กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่มาใช้บริการร้านกาแฟท้องถิ่น จำนวน 400 ราย ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.910 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 21 - 40 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานของรัฐ ด้านพฤติกรรมการบริโภค พบว่าส่วนใหญ่ใช้บริการ 1 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นิยมซื้อในช่วงเช้า ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นแรงจูงใจหลัก และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งต่ำกว่า 50 บาท 2) ด้านกระบวนการตัดสินใจซื้อโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านการตัดสินใจซื้อ รองลงมาคือ ความเชื่อมั่น/ความพึงพอใจต่อแบรนด์ พฤติกรรมหลังการซื้อ การประเมินทางเลือก และการแสวงหาข้อมูล ตามลำดับ 3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้บริโภคที่มีอาชีพ เพศ อายุ และความถี่ในการใช้บริการต่างกันมีระดับกระบวนการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของร้านคาเฟ่ท้องถิ่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคในจังหวัดสุรินทร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี