https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/issue/feed วารสารปริยัติธรรมศึกษา 2026-09-02T23:10:21+07:00 ดร.จักรพงษ์ ทิพสูงเนิน pumjakkapong@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารปริยัติธรรมศึกษา Journal of Buddhist Education System</strong><br />ISSN: 3057-0832 (Online)</p> <p><strong>สํานักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 14 (Office of the General Buddhist Education Area 14) </strong>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านศาสนา-ปรัชญา ศึกษาศาสตร์-ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ การศึกษาเชิงประยุกต์ รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป บทความทุกเรื่องผ่านการพิจารณาและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย <strong>3 ท่าน</strong> เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรมการตีพิมพ์ วารสารเปิดรับบทความ <strong>ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ </strong>โดยต้องเป็นผลงานที่ไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร :<em><br /></em></strong> 2.1 เป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาต่าง ๆ ได้แก่<br /> 1) ด้านศาสนา-ปรัชญา <br /> 2) ด้านศึกษาศาสตร์-ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์และสหวิทยาการ<br /> 2.2 เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานของ ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ ในวงการวิชาการ<br /> 2.3 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความรู้และองค์ความคิดในเชิงวิจัย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การพัฒนาสังคม และสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับชุมชน สังคม และระดับสากล</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ :<br /></strong> วารสารเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการจาก ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจ ในสาขาดังต่อไปนี้<br /> 3.1 ด้านศาสนา-ปรัชญา<br /> 3.2 ด้านศึกษาศาสตร์-ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์และสหวิทยาการ</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ :<br /></strong> วารสารรับตีพิมพ์บทความ 2 ประเภท ได้แก่<br /> - บทความวิจัย<br /> - บทความวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ :<br /></strong>วารสารมีกำหนดการเผยแพร่ (ปีละ <strong>2</strong> ฉบับ) ตีพิมพ์ฉบับละ <strong>5</strong> เรื่อง ดังนี้ : <br /><strong>ฉบับที่ 1</strong> มกราคม - มิถุนายน <strong>ฉบับที่ </strong><strong>2</strong> กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ :<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร <strong>(Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน</strong> ทั้งนี้บทความผู้เขียนไม่ทราบว่าจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ส่วนบทความผู้เขียนจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณาบทความที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบผู้พิจารณาบทความและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-Blind Peer Review)</p> https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/article/view/3932 การบริหารจัดการสถานศึกษาในภาวะวิกฤตโครงสร้างประชากร 2026-09-02T22:55:41+07:00 นพคุณ ลัคนาวิเชียร Noppakun4558@gmail.com สมศักดิ์ บุญปู่ Noppakun4558@gmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน Noppakun4558@gmail.com <p class="A4-"><span lang="TH">วิกฤตโครงสร้างประชากรเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะการลดลงของอัตราการเกิดซึ่งส่งผลให้จำนวนเด็กวัยเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง งบประมาณไม่เพียงพอ การขาดแคลนครู และความเสี่ยงต่อการควบรวมหรือยุบโรงเรียน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของวิกฤตโครงสร้างประชากรต่อการบริหารสถานศึกษา วิเคราะห์แนวคิดและแนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคประชากรลดลง รวมถึงเสนอแนวทางการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่สถานศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร แนวคิดทางวิชาการ งานวิจัย และข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการสถานศึกษาในภาวะวิกฤตโครงสร้างประชากรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการบริหารแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารเชิงนวัตกรรม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารแบบมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาโรงเรียนฐานชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาและลดข้อจำกัดด้านทรัพยากร นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม มีวิสัยทัศน์ สามารถบริหารการเปลี่ยนแปลง และประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและชุมชน ทั้งนี้ การสร้างความยั่งยืนของโรงเรียนขนาดเล็กควรมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การสร้างอัตลักษณ์ของสถานศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานศึกษาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางบริบทประชากรที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต</span></p> 2026-06-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/article/view/3933 นวัตกรรมการบริหารจัดการพื้นที่เรียนรู้เชิงพุทธตามหลักโยนิโสมนสิการ กรณีศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก 2026-09-02T22:59:29+07:00 ภาณุพงศ์ สังขะวินิจ sangkawinit@gmail.com <p class="A4-"><span lang="TH">นวัตกรรมการบริหารจัดการพื้นที่เรียนรู้เชิงพุทธตามหลักโยนิโสมนสิการนี้ มุ่งนำเสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นสภาวะที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายแต่กลับขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและทักษะการคิดวิเคราะห์ หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการบริหารจัดการบรรยากาศทางปัญญา โดยการเปลี่ยนพื้นที่จากเดิมที่เป็นเพียงภาชนะรองรับการเรียนรู้ ให้กลายเป็น "ครูคนที่สาม" ที่ช่วยกระตุ้นการคิดอย่างแยบคาย ผ่านการบูรณาการหลักสัปปายะ 7 เพื่อจัดสรรพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกายภาพที่สงบปลอดภัย (อาวาสสัปปายะ) มิติทางสังคมที่ส่งเสริมบทสนทนาสร้างสรรค์ (ภัสสสัปปายะ) และปฏิสัมพันธ์กับกัลยาณมิตร (บุคคลสัปปายะ) เพื่อมุ่งสู่การสร้างพื้นที่ทางจิตปัญญาในตัวผู้เรียน </span></p> <p class="A4-"><span lang="TH">นวัตกรรมนี้ยังจำแนกการออกแบบพื้นที่ให้สอดรับกับวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการทั้ง 10 รูปแบบ เช่น การจัด "พื้นที่สืบค้นเชิงประจักษ์" เพื่อฝึกการคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย หรือ "พื้นที่อภิปรายที่ปลอดภัย" สำหรับการคิดแบบคุณโทษและทางออก โดยผลการศึกษาในพื้นที่กรณีศึกษา สพม.ปราจีนบุรี นครนายก พบว่าสามารถดึงศักยภาพจากทุนทางธรรมชาติอย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทุนทางวัฒนธรรมผ่านเครือข่ายบวร และโจทย์ปัญหาในชีวิตจริงจากเขตเศรษฐกิจ EEC มาใช้เป็นต้นทุนในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง องค์ความรู้ที่ได้ถูกสังเคราะห์เป็น "Y-SPACE Model" เพื่อเป็นกรอบแนวคิดให้ผู้บริหารสถานศึกษานำไปปรับใช้ในการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพและมีปัญญาอย่างยั่งยืน </span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/article/view/3934 องค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะในยุคปัญญาประดิษฐ์ 2026-09-02T23:03:48+07:00 มนตา ชินนาทศิริกุล sendtomonta@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ (Smart Learning Ecosystem) ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการศึกษา การศึกษาพบว่าระบบนิเวศดังกล่าวต้องอาศัยรากฐานทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แพลตฟอร์มประสบการณ์การเรียนรู้ และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ทำงานประสานกัน กลไกเหล่านี้ช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งนำเสนอเนื้อหาอัจฉริยะ (Smart Content) ที่สามารถปรับระดับความยากง่ายให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้โดยอัตโนมัติ นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว การขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ยังต้องอาศัยการยกระดับบทบาทของผู้สอนจากผู้บรรยายไปสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้และนักออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสถานศึกษาที่ต้องปรับตัวเป็นผู้ขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ โดยใช้ประโยชน์จาก AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจและสนับสนุนผู้เรียนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การนำระบบนิเวศนี้มาใช้ยังมีความท้าทายด้านจริยธรรมที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งในเรื่องอคติของปัญญาประดิษฐ์ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และปัญหาช่องว่างทางดิจิทัล ท้ายที่สุด ความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะจึงไม่ได้วัดที่ความล้ำหน้าของเทคโนโลยี แต่วัดที่การบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ทุกคนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/article/view/3935 อิทธิบาท 4 ฐานรากแห่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา 2026-09-02T23:05:48+07:00 สาคร ไปด้วย endtomonta@gmail.com <p class="A4-"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การนำหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายหลากหลาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในสถานศึกษาเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ เนื่องจากสถานศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสำหรับอนาคตของประเทศชาติ การนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจในการทำงาน), วิริยะ (ความเพียรพยายาม), จิตตะ (ความตั้งใจใส่ใจในงาน), และ วิมังสา (การพิจารณาและวิเคราะห์) จะช่วยส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษาเกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรม การนำหลักธรรมเหล่านี้มาปรับใช้จะทำให้บุคลากรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ยังเสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืนในระยะยาว</span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so19.tci-thaijo.org/index.php/bes/article/view/3936 บทบาทของวัดอนัมนิกายในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาชุมชนในประเทศไทย 2026-09-02T23:10:21+07:00 ดร.สุริยา แสงอินตา suriya@ksvs.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของวัดอนัมนิกายในประเทศไทยในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาชุมชน โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ แหล่งข้อมูลของคณะสงฆ์อนัมนิกาย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า วัดอนัมนิกายมิได้ทำหน้าที่เฉพาะด้านพิธีกรรมและการธำรงอัตลักษณ์ของพระพุทธศาสนามหายานแบบเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างคนและสร้างทุนทางสังคมผ่านอย่างน้อย 6 มิติ ได้แก่ (1) การขัดเกลาคุณธรรมด้วยหลักเมตตากรุณา ความกตัญญู การให้ และอุดมคติพระโพธิสัตว์ (2) การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) การสาธารณสงเคราะห์และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (4) การอนุรักษ์วัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม (5) การดูแลสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สาธารณะ และ (6) การประสานเครือข่ายระหว่างวัด โรงเรียน ชุมชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม บทความเสนอว่า การพัฒนาบทบาทของวัดอนัมนิกายในระยะต่อไปควรยกระดับจากกิจกรรมเชิงครั้งคราวสู่ระบบงานชุมชนที่มีเป้าหมาย ตัวชี้วัด ข้อมูลผลลัพธ์ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของเยาวชน เพื่อทำให้คุณธรรมปรากฏเป็นพฤติกรรมและผลกระทบทางสังคมที่ตรวจสอบได้ อันจะทำให้วัดอนัมนิกายเป็นทั้งศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ สถาบันการเรียนรู้ และหุ้นส่วนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026