วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH <p>วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เป็นวารสารวิชาการของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรมด้านสังคมสงเคราะห์ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสังคมสงเคราะห์ให้กับนักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ</p> <p>วารสารฯ รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ สมาชิกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ 4 ประเภท ได้แก่ สมาชิกสามัญ สมาชิกวิสามัญ สมาชิกสมทบ สมาชิกกิตติมศักดิ์ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ และผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ</p> <p>กระบวนการพิจารณาบทความ : บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>ประเภทของบทความ : บทความวิชาการ บทความวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ</p> <p>ภาษาที่รับตีพิมพ์ : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์วารสาร : วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p>จำนวนบทความที่ตีพิมพ์: ไม่เกิน 6 เรื่องต่อฉบับ</p> <p>เจ้าของวารสาร : สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์</p> <p>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ :</p> <p>ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ เฉพาะปีที่ 1 ฉบับที่ 1-3 และปีที่ 2 ฉบับที่ 1-3</p> <p>โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ บทความละ 2,000 บาท ตั้งแต่ปีที่ 3 ฉบับที่ 1-3 เป็นต้นไป สำหรับสมาชิกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ บทความละ 1,800 บาท</p> สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ th-TH วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย <p><em>Journal of JSWPCT is licensed under a Creative Commons </em><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><em>Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</em></a><em> licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information</em></p> บุหรี่ไฟฟ้าและลีนกับผลกระทบต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2360 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอสถานการณ์การแพร่ระบาดและผลกระทบทางสุขภาวะของบุหรี่ไฟฟ้าและลีนซึ่งเป็นยาเสพติดรูปแบบใหม่ที่กลายเป็นปัญหาสังคมและสุขภาพที่สำคัญในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กและเยาวชน การศึกษานี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมจากรายงานการวิจัย สถิติจากองค์กรภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศรวมถึงเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยอยู่ในระดับวิกฤตโดยมีอัตราความชุกสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคืออิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน การเข้าถึงอุปกรณ์ผ่านช่องทางออนไลน์ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอันตรายของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ลีนมีการแพร่ระบาดผ่านวัฒนธรรมสมัยนิยมและสามารถเข้าถึงส่วนผสมได้ง่าย ในด้านผลกระทบทางสุขภาวะ บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพจิต ระบบทางเดินหายใจ และระบบหัวใจและหลอดเลือดของเยาวชน ส่วนลีนมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางซึ่งอาจนำไปสู่ภาวการณ์หายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ บทความนี้เสนอแนะว่าบุหรี่ไฟฟ้าและลีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชนไทยจึงควรต้องมีมาตรการตอบสนองอย่างเร่งด่วน</p> ชานนท์ โกมลมาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างเสริมระบบบริการสุขภาพและสังคม ผ่าน Platform Social Telecare https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2413 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนา Platform Social Telecare (PST) สำหรับการติดตามดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases-NCDs) 2) ส่งเสริมการใช้ข้อมูลสารสนเทศสุขภาพในการ ออกแบบบริการสุขภาพที่เหมาะสม และ 3) พัฒนาข้อเสนอระบบติดตามการเยี่ยมบ้านเพื่อการดูแลทางสังคมและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยหลังจำหน่าย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย NCDs จำนวน 3,477 ราย ในโรงพยาบาล 8 แห่ง ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนา Platform Social Telecare (PST) ช่วยติดตามและจำแนกระดับความรุนแรงของปัญหาสังคมในผู้ป่วย NCDs ได้อย่างเป็นระบบ จากข้อมูล 13,419 ปัญหา พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (57.29%) ปัญหาที่พบบ่อยคือการเงิน ภาระการดูแล และอุปสรรคต่อการรักษา ช่วยให้ทีมสุขภาพวางแผนช่วยเหลือได้ตรงจุดและครอบคลุมทุกมิติ และยังสนับสุนนระบบการเงินการคลังของโรงพยาบาล จากนโยบาย การปรับอัตราค่าบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2568 ช่วยเพิ่มบทบาทบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ โดยจากระบบ Social Telecare พบการให้บริการ 11,738 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 6,027,880 บาท เฉลี่ย 513 บาทต่อครั้ง ส่วนใหญ่เป็นบริการหลัก เช่น การวินิจฉัยปัญหาสังคมและการให้คำปรึกษา ส่วนผลการส่งเสริมการใช้ข้อมูลสารสนเทศสุขภาพในการออกแบบบริการสุขภาพที่เหมาะสม พบว่า PST สนับสนุนกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ด้านสุขภาพได้ตามมาตรฐานและสามารถเชื่อมโยงระบบสารสนเทศสุขภาพกับบริการสังคมผ่าน Application Programming Interface-API ระหว่าง Hospital Information eXtreme Platform - HOSxP กับ A-MED Home Ward ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และเพิ่มคุณภาพการดูแล มีการเรียกใช้งาน API สะสมรวม 12,445 ครั้ง และ การพัฒนาข้อเสนอระบบติดตามการเยี่ยมบ้านเพื่อการดูแลทางสังคมและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยหลังจำหน่าย พบว่า บริการเชิงรุกอย่างการเยี่ยมบ้านมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งกิจกรรมนี้มีความสำคัญต่อผู้ป่วยเปราะบาง เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง ด้านบริบทพื้นที่ การเดินทาง และทักษะดิจิทัลของผู้ให้บริการ ทำให้การเยี่ยมบ้านและติดตามต่อเนื่องทำได้จำกัด </p> เยาวเรศ คำมะนาด ระพีพรรณ คำหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 จากความเงียบสู่เสียงเพลง: การเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผ่านดนตรีบำบัดและการสนับสนุนจากนักสังคมสงเคราะห์ https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2417 <p>บทความวิชาการเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) อธิบายกลไกและทฤษฎีของดนตรีบำบัด (2) ขยายบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ด้านการสนับสนุนทางจิตสังคม (3) เสนอแนวทางเชิงปฏิบัติในการบูรณาการดนตรีบำบัดกับงานสังคมสงเคราะห์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และ (4) วิเคราะห์การประยุกต์ใช้ในบริบทไทยร่วมกับกรณีตัวอย่าง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักเผชิญความเงียบงันด้านการสื่อสารและการแสดงออกทางอารมณ์จากความเจ็บปวด ความวิตกกังวล และการเตรียมใจต่อการจากไป ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์พบว่า ดนตรีบำบัดช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ลดความวิตกกังวล และเปิดพื้นที่การสื่อสารทางอารมณ์และจิตวิญญาณ นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสำคัญในการประเมินความต้องการ ให้การปรึกษา และเชื่อมโยงครอบครัวกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ส่งผลให้การใช้ดนตรีบำบัดสอดคล้องกับบริบทชีวิตและคุณค่าของผู้ป่วย การบูรณาการดังกล่าวช่วยเสริมคุณภาพชีวิต ความสงบ การยอมรับ และความสัมพันธ์ในช่วงท้ายของชีวิต โดยการประยุกต์ใช้ในบริบทไทยควรคำนึงถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ และรสนิยมดนตรีของผู้ป่วย กรณีตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างดนตรีบำบัดและการสนับสนุนทางจิตสังคมสามารถเปลี่ยนความเงียบงันให้เป็นพื้นที่แห่งความหมาย ความรัก และการจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี</p> ประกายเพชร แก้วอินทร์ นวพร วสุนธราสุข กนิษฐา สอนทา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 การศึกษาแนวทางการยกระดับศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางให้หลุดพ้นจากความยากจน https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2587 <p>การวิจัยเรื่อง แนวทางการยกระดับศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ให้หลุดพ้นจากความยากจน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลไกการขับเคลื่อนและผลการดำเนินงานศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลต้นแบบสำหรับเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต 2) เพื่อศึกษาแนวทางการขยายผลศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลอย่างมีส่วนร่วม และ 3) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และแนวทางการจัดตั้งและการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p> <p> ศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิดการพัฒนาการให้บริการสังคมแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และการใช้ชุมชนเป็นฐานในการให้บริการ ตามภารกิจและบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและประชาชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในระดับพื้นที่ เน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการจัดตั้งและร่วมบริหารจัดการ ที่ผ่านมาพบว่า แนวทางการจัดตั้งและบริหารจัดการยังคงขาดความชัดเจน ทำให้กลไกดังกล่าวยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง จึงต้องมีการศึกษาถึงแนวทางในการยกระดับ จากศูนย์ต้นแบบในพื้นที่ศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานการดำเนินงาน รวม 24 แห่งเพื่อเป็นพื้นที่นำร่อง ขยายผลให้ศูนย์อื่น ๆ เป็นแนวทางต่อไป</p> <p> ผลการศึกษา กลไกการขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับกระทรวง 2) ระดับจังหวัด 3) ระดับตำบล และในระดับตำบล แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามการจัดตั้ง คือ 1) จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ2) จัดตั้งโดยภาคประชาชน ผลการดำเนินงานของศูนย์ต้นแบบในพื้นที่ศึกษาอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวม 3.76 โดยเฉพาะการจัดสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยรวมสูงที่สุด 3.87 การดำเนินการอยู่ในระดับมาก รองลงมาการบูรณาการร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยรวม 3.76 กลไกการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการ การจัดกิจกรรมและบริการ มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน คือ 3.74 และ 3.73 ด้านคุณภาพการให้บริการ มีค่าเฉลี่ยรวม 3.68 มีการกำหนดกรอบแนวทางวิธีการการจัดทำแผนงาน โครงการหรือกิจกรรมการขับเคลื่อนศูนย์สำหรับกลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่ มีการวางแผน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ และการส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการศึกษาศูนย์ต้นแบบมีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ การมีเครือข่ายหลากหลายร่วมดำเนินงาน คณะกรรมการ/คณะทำงานมีความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของตนเอง การส่งเสริมอาชีพด้านต่าง ๆ และความรู้นอกตำราเรียน บุคลากรมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมและบริการแก่กลุ่มเป้าหมาย มีอาคารสถานที่ที่เหมาะสม ผู้บริหารในพื้นที่ให้ความสำคัญ ส่วนจุดอ่อน ได้แก่ คณะทำงาน/คณะกรรมการ ยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ ความสำคัญ ความเป็นมาในการจัดตั้ง และแนวทางการดำเนินงาน ขาดการสนับสนุนงบประมาณ การขับเคลื่อนหลักยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีภาระงานหลากหลาย และประชาชนยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจบทบาทของศูนย์ โอกาส ได้แก่ มีหน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือ สนับสนุน และจัดสรรทรัพยากร พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงาน และร่วมบูรณาการการทำงาน มีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล หรือกลไกอื่น ๆ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง และภาคประชาชนให้ความสำคัญจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลภาคประชาชน อุปสรรค ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลซ้ำซ้อนกับการจัดตั้งศูนย์และกลไกอื่น ๆ ในพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เคยชินกับการจัดสวัสดิการจากภาครัฐ จึงมีความคาดหวังจากภาครัฐมากกว่าการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการเคยชินกับการเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ เครื่องอุปโภคบริโภค นโยบายของรัฐมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้ขาดความต่อเนื่องของการดำเนินงาน มีงบประมาณ และทรัพยากรอย่างจำกัด ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการทำงาน</p> <p>แนวทางการขยายผลแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ 1) กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจที่ชัดเจน ไม่ทับซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานอื่น ๆ 2) จัดทำระเบียบหรือกฎหมายรองรับ 3) พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการ/คณะทำงานอย่างต่อเนื่อง 4) ถอดบทเรียนการดำเนินงาน และ5) ประสานหน่วยงานทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน</p> <p>ข้อเสนอแนะจากผลงานวิจัย ได้แก่ ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล 1) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจัดทำระเบียบหรือกฎหมายรองรับการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล 2) ควรให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลอย่างต่อเนื่อง 3) ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการ/คณะทำงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลอย่างต่อเนื่อง และ4) ควรสนับสนุนการสร้างพื้นที่ต้นแบบเพื่อขยายผลไปพื้นที่อื่น และข้อเสนอแนะแนวทางการจัดตั้งและบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กร หรือภาคประชาชนที่มีความประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล 1) การคัดเลือกคณะกรรมการ/คณะทำงาน ควรประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และจิตอาสา จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงาน และชี้แจงบทบาทหน้าที่ในแต่ละตำแหน่ง 2) การกำหนดภารกิจและบทบาทหน้าที่ ควรกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุมทุกมิติ มีระบบประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นศูนย์กลางการบูรณาการความร่วมมือ ประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน ติดตาม ประเมินผลและรายงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบและถอดบทเรียนการดำเนินงาน 3) จัดเตรียมสถานที่ที่เหมาะสม ควรเข้าถึงสะดวก มีสภาพแวดล้อมที่ดี พื้นที่บริการที่เพียงพอ จัดทำป้ายชื่อศูนย์ กำหนดจุดรับเรื่อง และแผนผังขั้นตอนกระบวนการรับเรื่อง 4) การจัดทำกระบวนการรับเรื่อง ควรบันทึกข้อมูลในทะเบียนรับเรื่องร้องทุกข์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ ดำเนินการประสานส่งต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือที่ครอบคลุม บันทึกข้อมูลผลการช่วยเหลือ และรายงานผลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ 5) การกำหนดมาตรฐานการดำเนินงาน ควรมีองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมและบริการ ด้านกลไกการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการ ด้านการบูรณาการความร่วมมือ ด้านคุณภาพของการให้บริการ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพ สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชนภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล เพื่อการพึ่งพาตนเองในระยะยาว และแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของกลุ่มเปราะบาง</p> กษิดิส ศักดิ์ไชยกุล มิ่งขวัญ วีระชาติ รุ่งทิวา ปินใจ นภาลัย หลักมั่น กฤตภาส โพธิ์แก้ว ณภัทร วิศวะกุล ธงชัย ภูวนาถวิจิตร ทรงสุดา ภู่สว่าง ทรงพันธ์ ตันตระกูล ส่งเสริม แสงทอง ปริวิทย์ ไวทยาชีวะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 การดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ระหว่างพิจารณาคดีในประเทศไทย: “สายใยแห่งชีวิตภายใต้กำแพงสูง” https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2602 <p>ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงและมีความต้องการเฉพาะด้านในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต โภชนาการ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความมั่นคงทางสังคม ทำให้การดูแลกลุ่มนี้จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบและมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภายใต้บริบทของทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งมีจำนวนผู้ต้องขังหญิงระหว่างพิจารณาคดีเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภารกิจด้านสวัสดิการ การคุ้มครองสิทธิ และการดูแลสุขภาวะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทัณฑสถานหญิงกลางจึงได้พัฒนารูปแบบการทำงานให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการจัดตั้งศูนย์แม่และเด็ก การให้บริการฝากครรภ์ภายในเรือนจำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การประสานการคลอดกับโรงพยาบาลภายนอก การจัดโภชนาการเฉพาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การส่งเสริมสุขภาพผ่านกิจกรรมเฉพาะทาง รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของทารกควบคู่กับระบบการดูแลสุขภาพจิตโดยทีมสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสำคัญในระบบการดูแลดังกล่าว โดยทำหน้าที่ประเมินความต้องการเฉพาะราย ประสานการดูแลร่วมกับทีมสหวิชาชีพ คุ้มครองสิทธิ และให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์การตั้งครรภ์ภายในเรือนจำได้อย่างเหมาะสม บทบาทเหล่านี้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล แนวทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และกรอบกฎหมายไทยที่มุ่งรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทั้งมารดาและเด็ก บทความนี้จึงนำเสนอถึงแนวทางการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ระหว่างพิจารณาคดีของทัณฑสถานหญิงกลางผ่านการวิเคราะห์ตามมาตรฐานสากล กรอบกฎหมายไทย และการปฏิบัติจริงในบริบทของเรือนจำ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการจัดระบบการดูแลแบบองค์รวมที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนสามารถลดความเสี่ยงต่อสุขภาพกายและใจของผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานงานราชทัณฑ์ของไทยให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นรากฐานของสังคมที่ศิวิไลซ์และตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตทุกชีวิตแม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของการคุมขัง</p> Satreerat Saengwichian ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 สังคมสูงวัยกับสวัสดิการผู้สูงอายุไทย: มุมมองจากแนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ กรณีศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด และการประยุกต์ใช้ Platform Social Telecare https://so19.tci-thaijo.org/index.php/SWPCTH/article/view/2615 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทและแนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (Medical Social Worker: MSW) ในการจัดบริการสวัสดิการสังคมแบบองค์รวมแก่ผู้สูงอายุไทยในบริบทของสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเน้นเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะซับซ้อนด้านสุขภาพปอดและหัวใจ ตามแนวทางการรักษาของสถาบันโรคทรวงอก การศึกษาใช้กรณีศึกษาของนายสมชาย (นามสมมติ) ที่มาด้วยอาการแน่นหน้าอกและชาซีกซ้าย ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ร่วมกับมีปัญหาทางสังคม คือ ภาวะผู้ดูแลเครียด (Caregiver Burden) และความเปราะบางทางเศรษฐกิจในครอบครัว</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของ MSW มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำ การประเมินทางสังคม (Social Assessment) อย่างละเอียด เพื่อจัดการเชื่อมโยงสวัสดิการที่จำเป็น (เช่น เงินสงเคราะห์, การปรับปรุงบ้าน, การดูแลระยะยาว) และเป็นผู้ประสานงานระหว่างทีมแพทย์และเครือข่ายชุมชน ที่สำคัญคือบทความนี้ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ Platform Social Telecare เป็นนวัตกรรมหลักในการเสริมสร้างการดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่าย โดยคาดหวังผลลัพธ์ในการ ลดอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำ (Readmission Rate), ลดภาระของผู้ดูแล, และเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการทางสังคมจากระยะไกลอย่างมีระบบ ซึ่งนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางสังคมของผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยซับซ้อนอย่างยั่งยืน</p> กรรณิการ์ ศรีพวงมาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3