https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/issue/feed
วารสารปัญญาภาวนา
2026-04-05T21:43:41+07:00
รศ.ดร.รัตนะ ปัญญาภา
rattana.prof@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารปัญญาภาวนา (Journal of Wisdom Development)<br /><br />ISSN: 3057-0468 (Online)</strong> <br /><br />วารสารปัญญาภาวนา ดำเนินการโดยหน่วยงานเอกชน คือ สถาบันพัฒนาวิชาการปัญญาภา เริ่มต้นดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2567 เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านการศึกษา (Education) และบทความที่สัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา<br /><br /></p> <p><strong>วัตถุประสงค์<br /></strong>วารสารปัญญาภาวนามีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิจัย การศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างเป็นระบบในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ขอบเขต</strong> <br />วารสารปัญญาภาวนาเป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ที่เน้นรับบทความด้านการศึกษา (Education) และบทความที่สัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา โดยมีอนุสาขาที่รับตีพิมพ์ดังนี้<br />1.การบริหารการศึกษา (Educational Administration)<br />2.หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum and Learning Management) <br />3.สังคมศึกษา (Social Studies)<br />4.พุทธศาสนศึกษา (Buddhist Studies)<br />5.การศึกษาปฐมวัย (Early Childhood Education)<br />6.การประถมศึกษา (Elementary Education)<br />7.มัธยมศึกษา (Secondary Education)<br />8.สุขศึกษาและพลศึกษา (Health and Physical Education)<br />9.เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Technology and Innovation)<br />10.คอมพิวเตอร์ศึกษา (Computer Education)<br />11.ศิลปศึกษา (Art Education)<br />12.ดนตรีศึกษา (Music Education)<br />13.นาฏศิลป์ศึกษา (Drama and Performance Education) <br />14.คณิตศาสตร์ศึกษา (Mathematics Education)<br />15.การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-Formal Education)<br />16.จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psycholog) <br />17.การศึกษาพิเศษ (Special Education)<br />18.การจัดเรียนรู้ด้านภาษาศาสตร์ (Linguistics learning Management) <br />19.ศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา (Sciences Relating to Education)</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์ <br /></strong>1.บทความวิจัย (Research article) <br />2.บทความวิชาการ (Academic article) <br />3.บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่:</strong> ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์:</strong> ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ:</strong> ทุกบทความที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน โดยปกปิดข้อมูลของทั้งสองฝ่าย (Double Blinded) </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ: </strong>วารสารยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ</p>
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/article/view/2993
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา (CBL) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เรื่อง ชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2026-03-01T09:30:24+07:00
กิตติวัฒน์ ดิษฐประเสริฐ
taear.1996@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา (Case-Based Learning: CBL) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เรื่องชีวิตในสิ่งแวดล้อม และ 2) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน แบบวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ใบกิจกรรม และแบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 0.84, 0.89 และ 0.92 แบบวัดสมรรถนะเท่ากับ 0.90, 0.94 และ 1.00 ใบกิจกรรมเท่ากับ 0.90, 0.94 และ 1.00 และแบบสะท้อนผลเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าทางการเรียน (Normalized gain) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนอยู่ในระดับสูง (High gain) ค่าเฉลี่ย <g> = 0.72 โดยไม่พบนักเรียนในระดับต่ำ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการบูรณาการ CBL ร่วมกับ AI ในการส่งเสริมการคิดเชิงระบบ การตัดสินใจบนฐานข้อมูล และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีวิจารณญาณ แนวทางที่สังเคราะห์ได้มี 3 ประการ ได้แก่ การเลือกกรณีศึกษาที่ใกล้ตัว การใช้คำถามกระตุ้นการคิดอย่างมีโครงสร้าง และการกำกับตรวจสอบการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถยกระดับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทการศึกษาระดับมัธยมศึกษา</p>
2026-04-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ดร.กิตติวัฒน์ ดิษฐประเสริฐ
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/article/view/2832
แนวทางการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลำปาง
2026-01-16T10:31:40+07:00
เธียรวิชญ์ อัครศิริโชติวงค์
tianrawit.aka16@gmail.com
ไพรภ รัตนชูวงศ์
em_pairop_r@crru.ac.th
สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
somkiet.tun@crru.ac.th
<p>การศึกษาอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษา (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการดังกล่าว และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาเป็นโมเดลสำหรับการนำไปใช้ในสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยตอนที่ 1 จำนวน 81 คน ตอนที่ 2 จำนวน 5 คน และตอนที่ 3 จำนวน 9 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ = 0.985) แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับสูง โดยความต้องการจำเป็นสูงสุดอยู่ที่องค์ประกอบ การเสริมแรง (Empowerment) รองลงมาคือ การดำเนินการ (Do) ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศที่ทันสมัยครอบคลุมภารกิจ และวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ปัจจัยฉุดรั้ง ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ตามวงรอบ และความแตกต่างด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากร</p> <p>จากผลการศึกษา ได้พัฒนาแนวทางการบริหารจัดการเป็น PCDEE Model ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผน การสื่อสาร การดำเนินการ การประเมินผล และการเสริมแรง โดยชี้ว่ากลไก “เสริมแรงบนฐานสมรรถนะ” และ “การบริหารด้วยข้อมูลเป็นฐาน” เป็นจุดคานงัดสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการ ICT ให้ยั่งยืน คุณค่าเชิงวิชาการและเชิงนโยบาย โมเดลนี้เป็นกรอบเชิงระบบที่เชื่อม กลยุทธ์,คน,ข้อมูล,แรงจูงใจ เข้าด้วยกัน ทำให้สถานศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางกำหนดแผน ICT ระยะ 3–5 ปี และออกแบบมาตรการลดช่องว่างทักษะดิจิทัลของบุคลากรได้อย่างมีหลักฐานรองรับ</p>
2026-04-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เธียรวิชญ์ อัครศิริโชติวงค์, ไพรภ รัตนชูวงศ์, สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/article/view/2625
ความท้าทายของวิชาชีพศึกษานิเทศก์: อดีต ปัจจุบัน อนาคต
2025-11-05T20:22:40+07:00
นิศารัตน์ ไกรราช
nisaratkr67@nu.ac.th
ธีรศานต์ แซ่อ๊วง
theerasans67@nu.ac.th
ธีระพงษ์ สุขอยู่
thiraphongs67@nu.ac.th
เบญญาภา กาญจนันท์
benyapaka67@nu.ac.th
พิมพร บุญลอย
pimpornb67@nu.ac.th
พิมพ์สุภัค สุคนธ์ปิยสิริ
phimsuphaks67@nu.ac.th
สถิรพร เชาวน์ชัย
sathirapornc@nu.ac.th
<p>วิชาชีพศึกษานิเทศก์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เนื่องจากทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิชาการ ผู้ให้คำปรึกษา ติดตาม และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย เทคโนโลยี และสังคมโลก ทำให้วิชาชีพนี้ต้องเผชิญกับแนวโน้มและความท้าทายที่ซับซ้อน อาทิ การปฏิรูปหลักสูตร การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล การขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ และความไม่ชัดเจนของเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ ส่งผลให้เกิดการย้ายสายงานหรือลาออกมากขึ้น บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวโน้มและความท้าทายของการธำรงรักษาวิชาชีพศึกษานิเทศก์ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางในการคงอยู่ของวิชาชีพ อาทิ การพัฒนาสมรรถนะใหม่ การปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็น การสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจ การยกระดับภาพลักษณ์วิชาชีพ และการจัดตั้งเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับระบบนิเทศการศึกษาไทย ผลการศึกษาเน้นย้ำว่าการธำรงรักษาวิชาชีพศึกษานิเทศก์มิได้หมายถึงเพียงการรักษามาตรฐานวิชาชีพ แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาต่อไปในอนาคต</p>
2026-04-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 นิศารัตน์ ไกรราช, ธีรศานต์ แซ่อ๊วง, ธีระพงษ์ สุขอยู่, เบญญาภา กาญจนันท์, พิมพร บุญลอย, พิมพ์สุภัค สุคนธ์ปิยสิริ, สถิรพร เชาวน์ชัย
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/article/view/2605
การบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือครูในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ
2025-11-13T13:12:00+07:00
สิรินยา นันทชัย
sirinyapoppap@gmail.com
สุวดี อุปปินใจ
suwadee123@gmail.com
ไพรภ รัตนชูวงศ์
captpairop@gmail.com
<p>การบริหารเป็นกระบวนการขับเคลื่อนองค์กรให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่องค์กรมุ่งหวัง โดยเฉพาะในบริบทของสถานศึกษา การบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยศูนย์การศึกษาพิเศษ มีผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษหลากหลายประเภท การบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ มีองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ 2) วัตถุประสงค์การบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ 3) กระบวนการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผลการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ และ 5) ปัจจัยความสำเร็จของการนำการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ไปใช้ องค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมศักยภาพของครูในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคลของผู้เรียน การบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ จึงมีบทบาททั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะ ความรู้ และความสามารถตามเป้าหมายของหลักสูตร และการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะการส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการ ให้ได้รับความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เตรียมความพร้อม และได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ อันนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพ</p>
2026-04-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิรินยา นันทชัย, สุวดี อุปปินใจ, ไพรภ รัตนชูวงศ์
https://so19.tci-thaijo.org/index.php/JOWD/article/view/2685
การบริหารเพื่อช่วยเหลือนักเรียนให้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ สำหรับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษบนภูเขา
2026-01-23T09:50:35+07:00
อธิย์รัช วิชญ์ธนาศิริ
678914011@crru.ac.th
สุวดี อุปปินใจ
em_suwadee_o@crru.ac.th
พูนชัย ยาวิราช
678914011@crru.ac.th
<table> <tbody> <tr> <td width="422"> <p>หลักการสำคัญของการบริหาร แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินงานของการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับเนื้อหาได้อธิบายแนวคิดพื้นฐานทางการบริหาร ประกอบด้วยการวางแผน การจัดองค์การ การนำ การประสานงาน และการกำกับติดตามประเมินผล ซึ่งมักดำเนินงานผ่านวงจรคุณภาพ (PDCA) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า หลักการบริหารดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้โดยตรงในการสร้างระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองและจำแนกนักเรียน การประสานความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง การพัฒนาและแก้ไขปัญหา การแนะแนวและการเป็นที่ปรึกษา การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดูแลช่วยเหลือนักเรียนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเกื้อหนุน 5 ด้าน คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ศักยภาพของครูที่ปรึกษา ความเข้มแข็งของคณะกรรมการดำเนินงาน การพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะของบุคลากร ความพร้อมของสื่อและเครื่องมือสนับสนุน การดำเนินงานตามกรอบการบริหารนี้อย่างเป็นระบบและบูรณาการ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและส่งเสริมให้นักเรียนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์และนโยบายการศึกษาชาติ ผู้นำ ประสานความร่วมมือ และสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อความสำเร็จขององค์กร</p> </td> </tr> </tbody> </table>
2026-04-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อธิย์รัช วิชญ์ธนาศิริ, สุวดี อุปปินใจ, พูนชัย ยาวิราช